“จิรุตม์” ลาออกประธานบอร์ด รฟท.เตรียมรับตำแหน่ง กกต.คนใหม่ เผยเซ็นจ้าง "ผู้ว่าฯ รฟท." ต้องรอบอร์ดชุดใหม่ ฝากผลักดันแนวทางเปิดเอกชนเช่ารางใช้ประโยชน์คุ้มค่า ติดตาม SRTA พัฒนาที่ดินตามตัวชี้วัด มั่นใจช่วยเพิ่มรายได้แก้ขาดทุน
นายจิรุตม์ วิศาลวิจิตร ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จากที่ตนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาประกาศผลเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 และมีหนังสือแจ้งถึงตนวันที่ 5 มีนาคม 2569 โดยกำหนดให้ต้องลาออกจากการเป็นกรรมการในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ให้เรียบร้อยภายใน 15 วัน ซึ่งตนได้ยื่นหนังสือลาออกจากประธานบอร์ด รฟท.และคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) แล้ว โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
นายจิรุตม์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมามีการประชุมบอร์ด รฟท. ครั้งที่ 6/2569 ซึ่งได้แจ้งเรื่องลาออกต่อที่ประชุม ทั้งนี้ ประธานบอร์ด รฟท.ถือว่าเป็นองค์ประกอบของบอร์ด รฟท. กรณีประธานลาออกจะไม่สามารถประชุมบอร์ด รฟท.ได้ เพราะถือว่ามีองค์ประกอบไม่ครบ ส่วนการแต่งตั้งประธานบอร์ดนั้น จะต้องรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่แต่งตั้ง
@เซ็นสัญญา "ผู้ว่าฯ รฟท.คนใหม่" ไม่ทัน
ส่วนการทำสัญญาจ้างผู้ว่าฯ รฟท.คนใหม่นั้น ตามขั้นตอนหลัง ครม.เห็นชอบผลการสรรหาฯ แต่เนื่องจากเป็น ครม.รักษาการ ตามรัฐธรรมนูญจะต้องเสนอ กกต.เห็นชอบ ดังนั้นตอนนี้ต้องรอ กกต.เห็นชอบก่อน เมื่อ กกต.เห็นชอบจึงจะลงนามสัญญาจ้างผู้ว่าฯ รฟท.คนใหม่ได้ ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของประธานบอร์ด รฟท.คนใหม่ ระหว่างนี้ นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าฯ รฟท.ทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าฯ รฟท.ได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
@ชี้ระบบรางสำคัญ หวังเปิดเอกชนร่วมใช้รางเพิ่มความคุ้มค่า
นายจิรุตม์กล่าวว่า รถไฟถือเป็นระบบรางที่มีความสำคัญต่อการขนส่งของประเทศ ทั้งการขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า เป็นแกนหลักการขนส่งของประเทศที่มีต้นทุนต่ำและลดอุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนน
ที่ผ่านมารัฐบาลและกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญต่อระบบราง โดยมีการสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะหากการก่อสร้างรถไฟทางคู่เพื่อทำให้โครงข่ายรถไฟมีความสมบูรณ์ ขณะที่ รฟท.ยังมีข้อจำกัดเรื่องหัวรถจักร ตู้โดยสารและแคร่สินค้า ดังนั้นหลังจากนี้จะต้องหาแนวทางการใช้ประโยชน์ของรางให้เกิดความคุ้มค่า เช่น เปิดให้เอกชนใช้ทางร่วม ซึ่ง รฟท.จะมีรายได้จากค่าเช่าใช้ราง ค่าบริหารจัดการระบบอาณัติสัญญาณเพิ่มด้วย และเป็นแนวทางที่สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหารถจักร ล้อเลื่อน แคร่สินค้าอีกด้วย ซึ่งจะดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568
“ตลอดระยะเวลา 6 ปีในการทำหน้าที่กรรมการ รฟท. ได้มีการเร่งรัดผลักดันโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 ระยะที่ 2, โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 และระยะที่ 2, โครงการรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยาย และการจัดตั้ง บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด หรือ SRTA เป็นบริษัทลูกบริหารทรัพย์สิน รฟท.ให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งขอให้ รฟท.ติดตามเพื่อผลักดันให้มีความคืบหน้าให้เป็นไปตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้”
ส่วนปัญหาการขาดทุนสะสมของ รฟท.นั้น เกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการที่ไม่สามารถปรับเพิ่มค่าโดยสารได้ตามต้นทุนมาเป็นเวลานาน เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาขาดทุน นั้น รฟท.นอกจากหารายได้เชิงพาณิชย์มากขึ้น ส่งเสริมรถไฟท่องเที่ยว และขนส่งสินค้าให้มากขึ้นแล้ว แนวทางการเปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าใช้รางเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างรายได้เพิ่ม และการพัฒนาทรัพย์สินโดย SRTA คาดว่าจะทำให้รายได้เพิ่มจากปัจจุบันปีละ 4,000 ล้านบาท