3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เสนอรัฐยกระดับพลังงานทดแทนจากภาคเกษตรเป็นวาระแห่งชาติ ผลักดันน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเชื้อเพลิงหลักของประเทศ ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้เพิ่มขึ้น 2.9 ล้านลิตรต่อวัน หรือเกือบ 1,058 ล้านลิตรต่อปี และการขยายการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากใบอ้อยและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อรับมือความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
นายสมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC เปิดเผยว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ไทยมีความเปราะบางต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและพลังงานในระยะยาว
แต่ไทยมีศักยภาพด้านทรัพยากรการเกษตรที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นพลังงานทดแทนได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญด้านพลังงานของประเทศ ปัจจุบันในปีการผลิต 2567/2568 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 11 ล้านไร่ มีผลผลิตอ้อยประมาณ 92 ล้านตันต่อปี และสามารถผลิตน้ำตาลได้ราว 10 ล้านตันต่อปี สามารถต่อยอดสู่การผลิตพลังงานชีวภาพ เช่น เอทานอลและไฟฟ้าชีวมวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ข้อมูล GDP ภาคเกษตรของไทยซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.62 ล้านล้านบาท พบ GDP จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล อยู่ที่ประมาณ 123,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP ภาคเกษตร ถือเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะในฐานะแหล่งวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทนของไทย
“สิ่งสำคัญที่อุตฯอ้อยและน้ำตาลทรายต้องผลักดันคือ ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเป็นพลังงานทดแทน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิต “เอทานอล” โดยปัจจุบันกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผสมเอทานอล มียอดการใช้จริงภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 32 ล้านลิตรต่อวัน จากยอดรวมน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิด 124-154 ล้านลิตร แต่ไทยมีการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมอยู่ที่เพียง 3.5 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ผสมอยู่ในรูปแบบ E10 เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 หากภาครัฐมีนโยบายผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเชื้อเพลิงหลักอย่างจริงจัง ความต้องการใช้เอทานอลของประเทศจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 6.4 ล้านลิตรต่อวัน จะสร้างส่วนความต้องการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นทันทีถึง 2.9 ล้านลิตรต่อวัน ที่สำคัญลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าได้ถึงประมาณ 1,058 ล้านลิตรต่อปี ทำให้กลไกราคาอ้อยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับเกษตรกรกว่า 420,000 ครัวเรือนให้หลุดพ้นจากวัฏจักรความผันผวนของราคาพืชผลได้อย่างมาก”
นายสมชาย กล่าวว่า ขณะที่หลายประเทศมหาอำนาจทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนและกำหนดนโยบายพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ประเทศไทยจึงไม่ควรรอให้วิกฤตพลังงานมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ควรเร่งพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพภายในประเทศ โดยเฉพาะที่สามารถต่อยอดได้จากภาคเกษตรกรรมซึ่งควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากผลผลิตอ้อยสามารถนำไปแปรรูปเป็นเอทานอลและไฟฟ้าชีวมวล พลังงานทดแทนที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว เช่น บราซิลที่ประกาศใช้เอทานอลในสัดส่วน E27 เป็นเชื้อเพลิงขั้นต่ำมาหลายทศวรรษ จนสามารถลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อินเดียซึ่งมีโครงสร้างภาคเกษตรคล้ายคลึงกับไทย ประกาศเป้าหมาย E20 อย่างเป็นทางการและกำลังเดินหน้าบรรลุเป้าหมายดังกล่าว “
อย่างไรก็ตาม นอกจากการส่งเสริมเอทานอลแล้ว ประโยชน์จากการนำวัสดุเหลือใช้การเกษตร เช่น กากอ้อย ใบอ้อย และยอดอ้อย มาเป็นเชื้อเพลิงทดแทนมาแปรรูปผลิตไฟฟ้าชีวมวล ปัจจุบันกลุ่มโรงงานน้ำตาลมีศักยภาพในการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าชีวมวลเข้าระบบได้ 650 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งสามารถทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาผันผวนสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการส่งเสริมไฟฟ้าชีวมวลไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับชาติ ทำให้โรงงานน้ำตาลสามารถรับซื้อใบอ้อยจากชาวไร่เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมาตรการนี้ได้ช่วยเพิ่มช่องทางรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรจากการขายใบอ้อยได้ปีละ 1,200 ล้านบาท และที่สำคัญช่วยลดการเผาใบอ้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอของการเกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5
ดังนั้น การส่งเสริมพลังงานทดแทนจากอ้อยยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศในระยะยาว เนื่องจากอ้อยยังสามารถเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอื่น ๆ อีกมาก ทั้งพลาสติกชีวภาพ สารเคมีชีวภาพ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG Economy) ที่รัฐบาลไทยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และสอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ที่ประเทศไทยประกาศในเวทีนานาชาติ ความสำเร็จในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากอ้อยจึงไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวด้วย
“สัญญาณเชิงบวกจากภาครัฐเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล (B100) ในน้ำมันดีเซลจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 7 มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และเตรียมขยายส่วนต่างราคาน้ำมัน E20 และ E85 ให้ถูกลงจากเดิม 2 บาทเป็น 3 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานชีวภาพมากขึ้น ซึ่งภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นก้าวแรกในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังต้องการความชัดเจนของนโยบายในระยะยาว ซึ่งคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด ดังนั้นพลังงานทดแทนจากภาคเกษตรจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดที่ประเทศไทยต้องเลือกเพื่อประโยชน์สูงสุดในอนาคต"