xs
xsm
sm
md
lg

ชวนเด็กอายุ 18 เล่นหุ้น...จะดีหรือ / สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



โครงการ TISA หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุน โดยได้สิทธิลดหย่อนภาษี ส่งเสริมประชาชนให้มีเงินใช้หลังเกษียณเริ่มจะเลยเถิดกันไปใหญ่โต หลังนายกิติพงศ์ อุรพีพัฒน์พงศ์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเตรียมเสนอให้ลดอายุผู้เปิดบัญชีลงทุนเหลือ 18 ปี จากเดิมกำหนดไว้ 20 ปีบริบูรณ์ เพื่อขยายฐานการลงทุนเข้าถึงคนรุ่นใหม่

TISA หรือ Thailand Individual Savings Account เป็นบัญชีการออม-การลงทุนส่วนบุคคล ซึ่งเปิดให้นักลงทุนที่ซื้อสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศตามเงื่อนไขของตลาดหลักทรัพย์ ฯ โดยจะขยายสิทธิลดหย่อนภาษีรวมสูงสุด 8 แสนบาท จากปัจจุบันที่ราว 5 แสนบาท โดยเป็นมาตรการกระตุ้นการลงทุนที่ผลักดันโดยตลาดหลักทรัพย์

แต่การขยายฐานนักลงทุน ไปสู่เยาวชนหรือเด็กอายุ 18 ปี กำลังเป็นดาบสองคม ซึ่งอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี และยังไม่น่าถึงเวลาที่จะชักชวนเด็กๆเข้ามาเล่นหุ้น ด้วยเหตุผลมากมายหลายประการ

ปัจจุบัน แม้ว่าเด็กๆจำนวนมาก ตื่นตัวกับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทอล และเชื่อกันว่า เด็กรุ่นใหม่ เปิดบัญชีซื้อขายบิทคอยน์มากกว่าเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเสียอีก

ความพยายามขยายฐาน เจาะเข้าไปในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน โดยตลาดหลักทรัพย์จัดทีมเข้าไปให้ความรู้การลงทุนในตลาดหุ้นตามสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง และมีแนวคิดถึงขั้นจะผลักดันให้บรรจุหลักสูตรการลงทุนไว้ในสถาบันอุดมศึกษา

การเจาะฐานนักลงทุนในเด็กระดับอุดมศึกษา โน้มน้าวให้เห็นโอกาสความมั่นคั่งที่จะตักตวงในตลาดหุ้น และชักชวนให้ได้สัมผัสกับการลงทุนจริง โดยกระตุ้นเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น ปรากฏว่า มีนักศึกษาจำนวนหนึ่ง ฝันตามตลาดหลักทรัพย์ และเปิดบัญชีเล่นหุ้น

แน่นอนว่า เงินที่นำมาลงทุนก้อนแรก ขอมาจากผู้ปกครอง ปรากฏว่า เงินลงทุนเกือบทั้งหมด ย่อยยับไปในตลาดหุ้น จนบรรดาผู้ปกครองแทปจะสาปส่งตลาดหลักทรัพย์ ก่อนที่โครงการขยายฐานนักลงทุนไปสู่เด็กรุ่นใหม่ จะล้มพับ และเงียบหายไปหลายสิบปีแล้ว

ทิ้งไว้แต่ความเสียหายให้เด็กที่เพ้อฝันอยากรวยเร็วกับการเล่นหุ้นตามที่ตลาดหลักทรัพย์ ฯ ชักชวน

การรื้อฟื้นโครงการเจาะกลุ่มนักลงทุนรุ่นเด็กครั้งใหม่ เป็นความพยายามขยายฐานนักลงทุน ทดแทนนักลงทุนรุ่นเก่า ที่ล้มหายตายจาก ส่วนหนึ่งขาดทุนจากหุ้นจนหมดเนื้อหมดตัว ส่วนหนึ่งหนีไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น หรือส่วนหนึ่งหนีไปลงทุนหุ้นต่างประเทศ

จำนวนนักลงทุนรายย่อยที่ลดลง ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายหุ้นลดฮวบ กระทบต่อสภาพคล่องการซื้อขายหุ้น ตลาดหลักทรัพย์จึงต้องการเด็กเข้ามาเป็นกองหนุน เสริมฐานนักลงทุนรายย่อย

แต่การชวนเด็กเข้ามาเล่นหุ้น มีคำถามสำคัญ 2 ประการคือ ตลาดหลักทรัพย์ ฯ มีความมั่นใจอย่างไรว่า จะสามารถปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจการลงทุนอย่างถ่องแท้ให้เด็ก ๆ ได้

จะมั่นใจหรือไม่ว่า เด็กรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดหุ้น จะไม่กลายเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น ซื้อขายหุ้นรายวัน นิยมเล่นหุ้นปั่น จนเสียหายป่นปี้เหมือนนักลงทุนรุ่นเก่าจำนวนเกือบ 4 ล้านคนในปัจจุบัน

และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ฯ ยืนยันได้หรือไม่ว่า ตลาดหุ้นทุกวันนี้ มีการลงทุนที่ใสสะอาด การซื้อขายหุ้นมีความบริสุทธิผุดผ่อง ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ และเด็ก ๆ จะไม่ตกเป็นเหยื่ออันโอชะของบรรดามิจฉาชีพ

เพราะข่าวการลงโทษแก๊งปั่นหุ้น การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น เอาเปรียบประชาชนผู้ลงทุนทั่วไป รวมทั้งข่าวผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกรรมเข้าข่ายการไซฟ่อน ผ่องถ่ายเงิน โกงผู้ถือหุ้น ยังปรากฎแทบทุกสัปดาห์

ตราบที่เด็กยังไม่มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจการลงทุนในตลาดหุ้นที่ดีพอ ตราบใดที่ตลาดหุ้นยังเต็มไปด้วยแก๊งมิจฉาชีพ หรืออุดมสมบูรณ์ไปด้วยผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนหน้าขี้โกง ตลาดหลักทรัพย์ฯยังจะชักชวนเด็กมาเสี่ยงตายหรือ

วันนี้เด็กอายุ 18 ปีบิบูรณ์ สามารถเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับโบรกเกอร์ทุกแห่งได้อยู่แล้ว ไม่มีกฎข้อห้ามใด เพียงแต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีเงื่อนไขว่า คำสั่งซื้อขายหุ้น จะต้องได้รับการเซ็นยินยอมจากผู้ปกครอง และต้องเซ็นยินยอมทุกคำสั่งซื้อและคำสั่งขายหุ้น ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก โบรกเกอร์ทุกแห่งจึงไม่เปิดบัญชีซื้อขายให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์

ตลาดหลักทรัพย์กำลังแหวกธรรมเนียมปฏิบัติของ ก.ล.ต. โดยการปลุกผีนักลงทุนเด็ก ชักชวนให้มาเล่นหุ้น เพียงเพื่อเป้าหมายขยายฐานนักลงทุนรายย่อย กระตุ้นบรรยากาศการซื้อขายหุ้นให้ดูคึกคักขึ้นเท่านั้น

แต่สังคมกำลังกังวลว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯจะพาเด็ก ๆ มาตายกันเป็นเบือในตลาดหุ้น