xs
xsm
sm
md
lg

ต่างชาติกระหน่ำขายหุ้น-บอนด์ไทยฉุด SET ดิ่ง แต่แอบสะสมหุ้นน้ำมัน-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บล.เอเซียพลัส ระบุว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือนนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยสินทรัพย์ทางเลือกอย่างคริปโตเคอร์เรนซี (Bitcoin, Ethereum) และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันดิบ (WTI, Brent) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย ตรงกันข้ามกับตลาดหุ้นเอเชียที่เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก รวมถึงตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่ปรับตัวลดลงถึง -7.8% (MTD)

ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นภูมิภาคคือ การอ่อนค่าของสกุลเงินท้องถิ่นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะเงินบาทไทยที่อ่อนค่าลงถึง -3.76% กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเงินวอนของเกาหลีใต้ (-3.94%)

ค่าเงินในเอเชียที่อ่อนค่าแรง ส่งผลให้ทิศทางของ Fund Flow ในเดือนนี้มีแรงเทขายในตลาดหุ้นเกือบทั้งภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน, เกาหลีใต้, อินเดีย และอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทย นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิเช่นกัน ทั้งในตลาดหุ้นที่ขายสุทธิสูงถึง 33,506 ล้านบาท และตลาดตราสารหนี้ที่ขายสุทธิไปแล้วกว่า 34,046 ล้านบาท (MTD)

แม้ภาพรวมจะเป็นการเทขายตลาดหุ้นไทย แต่หากเจาะลึกลงไปในรายตัว จะพบว่านักลงทุนต่างชาติมีการปรับพอร์ตโดยเลือกซื้อหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว หรือได้อานิสงส์จากเทรนด์โลก โดย 15 อันดับหุ้นที่ต่างชาติซื้อสะสมมากที่สุด (MTD) มีกลุ่มที่น่าสนใจ ดังนี้:

- กลุ่มพลังงาน (Energy): โดดเด่นที่สุด นำโดย PTTEP ซึ่งมียอดเงินทุนไหลเข้าสูงสุดอันดับ 1 กว่า 4.6 พันล้านบาท สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งทะยานขึ้นกว่า 40% ในเดือนนี้ นอกจากนี้ยังมี TOP และ SPRC ที่ถูกซื้อสุทธิ

- กลุ่มค้าปลีกและการบริโภคในประเทศ (Commerce): หุ้นที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศยังคงเป็นหลุมหลบภัยที่ดี นำโดย CPALL, CPN, KAMART

- กลุ่มท่องเที่ยวและเดินทาง (Tourism & Transport): หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในอนาคต เช่น AOT, MINT และ CENTEL

- กลุ่มที่รับแรงกดดันจากสงครามมาแล้วระดับหนึ่ง: GULF, PTTGC, IVL เนื่องจากธุรกิจมีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง