โดย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้กลับมาเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง แม้เหตุการณ์ทางทหารจะเกิดขึ้นในภูมิภาคหนึ่งของโลก แต่ผลกระทบที่แท้จริงกลับสะท้อนผ่าน “ราคาพลังงาน” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจสมัยใหม่ และสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปยังเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และตลาดการเงินทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว จุดศูนย์กลางของความกังวลอยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของการค้าพลังงานโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ก่อนส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ แม้อิหร่านจะมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันเพียงราว 3–4% ของอุปทานโลก แต่หากความขัดแย้งลุกลามไปกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย ความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปฏิกิริยาของตลาดสะท้อนความกังวลนี้ทันที หลังการโจมตีทางทหาร ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนการเพิ่มขึ้นของ “ค่าเบี้ยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (geopolitical risk premium) มากกว่าการขาดแคลนอุปทานจริงในระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม หากความตึงเครียดขยายวงกว้างหรือกระทบโครงสร้างการขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับขึ้นของราคาน้ำมันถือเป็น “ช็อกต้นทุน” (cost shock) ต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทุกประเภท ตั้งแต่การผลิตสินค้า การขนส่ง ไปจนถึงการใช้พลังงานในภาคครัวเรือน เมื่อต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น บริษัทจำนวนมากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาอัตรากำไร ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับถูกบั่นทอนจากค่าพลังงานที่สูงขึ้น
ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเอเชีย เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจึงกดดันทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินเฟ้อนำเข้า ประเทศอย่างไทย เกาหลีใต้ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ถูกมองว่ามีความเปราะบางสูงต่อการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกพลังงาน เช่น มาเลเซียและออสเตรเลีย อาจได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เนื่องจากรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นและเงื่อนไขการค้าดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของเอเชียยังคงเป็น “ผู้แพ้สุทธิ” จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากประเทศผู้นำเข้ามีสัดส่วนมากกว่า
ผลกระทบดังกล่าวยังสะท้อนผ่านตลาดการเงินโลก ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นมักมาพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันตลาดหุ้นในหลายภูมิภาคมักเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ในเชิงอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มพลังงานมักได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากรายได้และกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มสายการบิน การขนส่ง และธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้นมักเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นในกลุ่มผู้บริโภคและการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงอยู่ที่สถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 90–100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้ ซึ่งจะกลายเป็นบททดสอบสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและต่อท่าทีของธนาคารกลางว่าจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้โดยไม่กระทบการเติบโตมากเกินไปหรือไม่
สำหรับตลาดหุ้นไทย นักลงทุนควรติดตามทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานสามารถส่งผลต่อทั้งเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนในตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็ว
ในภาวะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันตลาดพลังงาน นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน โดยสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานสูง เช่น สายการบิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น อาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนมากขึ้น หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด ในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง การรักษาสมดุลระหว่าง สินทรัพย์เสี่ยง สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และสภาพคล่องในพอร์ต ยังคงเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมที่สุด