บลจ.วรรณ ประเมินความตึงเครียดตะวันออกกลางมี 3 ฉากทัศน์หลัก ชี้กรณียืดเยื้อเป็นสถานการณ์เลวร้ายสุด แต่ให้น้ำหนักการเจรจามากที่สุด คาดหากจบใน 3 เดือน หุ้นไทยมีโอกาสฟื้น พร้อมเตือนราคาน้ำมันคือความเสี่ยงสำคัญ แนะจัดพอร์ตปีนี้ถือหุ้น 50% ตราสารหนี้ 20% และลงทุนทางเลือกเสริมโอกาสรับผลตอบแทน ส่วนทองคำยังมีลุ้นในประเทศแตะบาทละ 1 แสนปีนี้
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) เปิดเผยว่า ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มพัฒนาไปได้ 3 ฉากทัศน์หลักคือ 1.ถ้าทุกอย่างจบเร็วตามที่ทรัมป์ประกาศหุ้นไทยน่าจะกลับไปพยายามลุยเพื่อแตะที่ระดับ1,600 ได้อีกรอบหนึ่งอย่างไรก็ตามเป็นไปได้เช่นกันว่าคนคนอื่นอาจจะไม่ได้จบเร็วด้วยก็อาจนำไปสู่กรณีที่2.คือความยืดเยื้อ อันนี้จะหนักเลยและเป็น สถานการณ์ที่แย่ที่สุด ทางออกที่ 3 ซึ่งคิดว่าเป็นไปได้มากที่สุด คือคิดว่าน่าจะมีการเจรจาเกิดขึ้น เพราะถึงแม้สหรัฐจะชนะแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของอิหร่านได้
“ที่เรามองว่าแย่ที่สุดคือมันยืดเยื้อ มีคนมองว่าอิหร่านรู้ว่าสงครามนี้จะเกิดขึ้นมา 20 ปีแล้ว ก็เตรียมตัวทุกอย่าง มีคลังอาวุธซ่อนไว้ใต้ดินฉะนั้นทุกครั้งที่เขายิงมิสไซล์ใส่ฐานทัพอเมริกา มันก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายของอเมริกาแพง อเมริกาไม่ต้องการให้ยืดเยื้อ แต่ถ้าถามว่าความเป็นไปได้ 3 ซีนาริโอนี้ อันไหนมีโอกาสมากที่สุด ผมคิดว่าคงต้องเจรจา คิดว่าสงครามถ้ายืดเยื้อแบบเวียดนาม ตอนนั้นอเมริกาก็จะเป็นผู้แพ้ ซึ่งทรัมป์ไม่ยอมแพ้แน่นอน”
สำหรับกรอบเวลาที่ประเมินไว้จะต้องไม่เกิน 3 เดือน ถ้าเกิน 3 เดือน มันก็จะไปสไตล์รัสเซีย-ยูเครน หรืออิสราเอลกับเลบานอน กับพวกฮามาส ซึ่งพอเลย 3 เดือนมีความเป็นไปได้ว่าจะลากยาวออกไปอีก โดยในช่วงใน 3 เดือนนี้หุ้นไทยน่าจะขยับอยู่ในกรอบระหว่าง 1,300 กับ 1,400 แต่ถ้า 3 เดือนจบก็จะปรับตัวกลับขึ้นไปได้ทันที
แต่ถ้ามันยังนานอยู่ สิ่งที่จะกระทบที่น่ากลัวที่สุดคือน้ำมัน เราเห็นว่าพอมันขึ้นไป 120 สิ่งที่ทรัมป์ทำทันทีคือบอกว่าสงครามจะจบแล้วเพราะสิ่งที่ทรัมป์ไม่ต้องการที่สุดคือให้น้ำมันแพง เพราะเขาต้องการให้ลดดอกเบี้ยให้เยอะที่สุด แต่การที่น้ำมันขึ้นทำให้เงินเฟ้อขึ้น ทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ
นายพจน์ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่มีสงครามเกิดขึ้นนี้ สินทรัพย์ทางเลือกที่เราแนะนำให้นักลงทุนไม่ได้รับผลกระทบเลย สิ่งที่อาจจะได้รับผลกระทบอาจจะเป็นพวกทอง หรือน้ำมัน หรือบิตคอยน์ ส่วนสินทรัพย์ที่ บลจ.วรรณ นำมาเสนอเช่น สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตในตลาดรองที่อเมริก ก็ไม่มีผลกระทบเท่าไร
ส่วนอีกกองคือ LITIGATE ซึ่งเป็นกองที่ ให้เงินลงทุนในการต่อสู้คดีความกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำผิดเรื่อง ESG อะไรอย่างนี้ คดีความมันก็ยังดำเนินไปเรื่อย ๆ ถ้ามันไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่ทำให้ทุกศาลหยุด การซื้อขายกรมธรรม์หยุด มันก็จะกระทบน้อยมาก
ส่วนการจัดพอร์ตการลงทุนในปีนี้แนะนำว่าควรจะมีตราสารหนี้ 20% หุ้นสัก 50% โดยแบ่งเป็นหุ้นไทย 10% หุ้นโลก 20% แล้วก็มีหุ้นเอเชียประมาณ 20% ที่จะเป็นการลงทุนทางเลือกเช่น ทองคำ life settlement LITIGATE และถ้าใครสนใจบิทคอยน์ก็สามารถถือได้ประมาณ5%ของพอร์ตสำหรับปีนี้
“หุ้นไทยติดลบมา 3 ปีซ้อนแล้ว และในรอบ 40 ปี ผมไม่เคยเห็นว่าติดลบเกิน 3 ปีซ้อนปีนี้จริง ๆ ขึ้นไปประมาณ 19% แล้วก็ลงมาเหลือประมาณ 6% ฉะนั้นมีหุ้นไทยก็ยังน่าสนใจ ส่วนหุ้นเอเชียเราคิดว่าเงินจะเริ่มไหลมาที่เอเชีย โดยเฉพาะเอเชียเหนือ พวกไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งถ้าไม่นับสงคราม ปัจจัยพื้นฐานของโลกยังมีอยู่เลยนะ เศรษฐกิจอเมริกาแข็งมาก unemployment rate ลงมา อัตราว่างงานลงมา 4.2% ด้วยซ้ำ ซึ่งต่ำมาก ๆ”
**ทองคำมีโอกาสบาทละแสน**
นายพจน์ กล่าวอีกว่า ทองคำ ในช่วงที่ผ่านมาผันผวนแต่ก็ปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างมากแล้ว แต่คิดว่าราคาทองคำน่าจะมีโอกาสปรับขึ้นไปตะที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในระยะถัดไป แต่รอบนี้การปรับตัวช้ากว่าปีที่ผ่านมาราคาปรับขึ้นไปมากแล้วในปีที่ผ่านมาถึง100% แต่คาดว่าภายในปีนี้ก็มีโอกาสเห็นราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นไปที่บาทละ 1 แสนได้เช่นกัน
“รอบนี้คิดว่าอาจจะช้า แต่ตอนนี้จะบอกว่าคนที่ลงทุนกองทุน หันมาลงทุนทอง เงิน rare earth กันเยอะมาก เพราะว่าขึ้นลงเร็ว จับจังหวะเทรดได้ แล้วก็ลงก็ซื้อใหม่ และในระยะยาวเชื่อว่า ยังไงก็ขึ้นไป 6,000 เพราะว่าทองมันเหมือนเรามีรถเมล์ 2 ชั้นประมาณ 5,000 คันในโลก มันมีแค่นั้นแหละ นอกจากว่าจะเจาะหาแหล่งใหม่ได้ ราคามันก็มีแต่จะขึ้น“