xs
xsm
sm
md
lg

ประเดิมสวย ส่งออกอัญมณี ม.ค.69 เพิ่ม 4.26% เฉพาะทองคำพุ่ง 136.16%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ม.ค.69 ไม่รวมทองคำ มูลค่า 1,808.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 4.26% ได้แรงหนุนจากเทศกาลปีใหม่ ต่อเนื่องตรุษจีน เผยเฉพาะทองคำ เพิ่ม 136.16% จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มีการคาดราคาทำนิวไฮต่อเนื่อง คาดแนวโน้มส่งออกเจอปัจจัยเสี่ยงเพียบ ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอ สงครามสหรัฐฯ อิสราเอง กับอิหร่าน เตือนผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนให้ดี

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ม.ค..2568 มีมูลค่า 1,808.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.26% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากลดลงเมื่อเดือน ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา หากรวมทองคำ มีมูลค่า 4,566.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 57.34% ซึ่งตัวเลขที่ดีขึ้นมได้รับแรงหนุนจากการใช้สอยในช่วงเทศกาลรับปีใหม่ต่อเนื่องมาถึงเทศกาลตรุษจีน

ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ มีมูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 136.16% เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับนาโต้เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ความไม่แน่นอนนโยบายภาษีสหรัฐฯ โกลแมนด์ แซค ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ มีแนวโน้มทำนิวไฮต่อเนื่อง ทำให้มีแรงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง

ทางด้านตลาดส่งออก อินเดีย เพิ่ม 2.22% อิตาลี เพิ่ม 39.87% ฮ่องกง เพิ่ม 51.65% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 254.58% เยอรมนี เพิ่ม 13.06% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 12.12% เบลเยียม เพิ่ม 0.43% ญี่ปุ่น เพิ่ม 70.70% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 155.38% ส่วนสหรัฐฯ ลด 36.55% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง

ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 541,118.69% เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 4.05% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 1.75% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 128.76% พลอยก้อน เพิ่ม 167.10% โลหะเงิน เพิ่ม 1,212.89% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 2.14% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 25.01% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 41.86% เพชรก้อน ลด 97.54% เพชรเจียระไน ลด 21.29%

นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง คาดโต 2.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดของโควิด-19 และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้า ระดับหนี้สาธารณะที่สูง และความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคยังไม่เท่ากัน ซึ่งอาจส่งผลให้การค้าโลกและการลงทุนระหว่างประเทศยังคงมีความผันผวนในระยะต่อไป

นอกจากนี้ การที่ไทยพึ่งพาบางตลาดมากเกินไปอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการทั้งการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล รวมถึงบทบาทของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มความไม่แน่นอนต่อห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะตลาดค้าทองคำและอัญมณีในดูไบ และตลาดเพชรของ Tel Aviv ความตึงเครียดดังกล่าวอาจกระทบต่อเส้นทางการขนส่ง ต้นทุนประกันภัย และระยะเวลาการจัดส่งสินค้า

ขณะเดียวกัน ภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองยังทำให้ราคาโลหะมีค่าซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ เงิน และแพลทินัม ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการส่งออกควรติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกระจายตลาดและบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก