ยอดขายอีวีทั่วโลกเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 11% จากยอดขายในจีนที่ทรุดแรงที่สุดนับจากวิกฤตโควิดต้นปี 2020 ขณะเดียวกัน รอยเตอร์รายงานว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ค่ายรถแถวหน้าทั่วโลกด้อยค่าสินทรัพย์จากการลดขนาดโปรเจ็กต์อีวีรวมกันเป็นมูลค่ากว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางสภาพตลาดที่ไม่เป็นใจในอเมริกาภายใต้นโยบายของทรัมป์ และสงครามราคาในจีน โดยรายล่าสุดคือฮอนด้า
เบนช์มาร์ก มิเนอรัล อินเทลลิเจนซ์ (BMI) ระบุว่า ยอดจดทะเบียนอีวีทั่วโลกเดือนที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองอยู่ที่ 1.1 ล้านคัน ต่ำที่สุดนับจากเดือนก.พ. 2024 โดยลดลง 11% ทั้งเมื่อเทียบกับเดือนม.ค.และช่วงเดียวกันปีที่แล้ว
นอกจากนั้น ยอดขายอีวีในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ยังลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2025 อยู่ที่ 2.2 ล้านคัน
ยุโรปโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี BMI ตั้งข้อสังเกตว่า ยอดขายในแต่ละภูมิภาคต่างกันมาก ยุโรปกลายเป็นตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่อเมริกาเหนือยอดขายดิ่งฮวบ ส่วนตลาดจีนกำลังปรับตัวรับนโยบายใหม่ในประเทศ
ยอดขายอีวีในยุโรปขยายตัว 21% ส่วนใหญ่สืบเนื่องจากมาตรการอุดหนุนของรัฐบาล ตัวอย่างเช่นเยอรมนีที่ยอดขายสองเดือนแรกของปีนี้พุ่งขึ้น 26% ส่วนฝรั่งเศสบวก 30% ด้านอิตาลีทะยานขึ้นถึง 98% และยังทำสถิติเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 23% ในเดือนก.พ.
อเมริกาเหนือยังไม่ฟื้น
ยอดขายในอเมริกาเหนือหดตัว 35% อยู่ที่ไม่ถึง 90,000 คันในเดือนที่ผ่านมา ถือเป็นการลดลงติดกัน 5 เดือนซ้อนนับจากที่อเมริกายุติกลไกเครดิตภาษีอีวีในเดือนก.ย. ขณะที่คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอลดมาตรฐานการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่ม
อเมริกาเป็นตลาดที่ยอดขายอีวีทรุดแรงที่สุดในภูมิภาคนี้ ตัวอย่างเช่น ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ของฟอร์ดในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ดิ่งลงถึง 70% และสถานการณ์นี้เริ่มส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเมื่อไม่นานมานี้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ SK On ประกาศปลดพนักงาน 37% จากโรงงานในจอร์เจีย
จีนปรับตัวรับนโยบายใหม่
BMI รายงานว่า จีน ซึ่งเป็นตลาดอีวีใหญ่ที่สุดในโลก มียอดจดทะเบียน BEV และปลั๊ก-อินไฮบริดใหม่ประจำเดือนก.พ.ไม่ถึง 500,000 คัน หรือลดลง 32% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว สอดคล้องกับข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีนที่ระบุว่า ยอดขายเดือนที่ผ่านมาลดลง 34%
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลจีนลดการอุดหนุนแคมเปญเทรด-อิน รวมทั้งยกเลิกการละเว้นภาษีการซื้ออีวีเป็นครั้งแรกนับจากปี 2014 นอกจากนั้นยังเป็นผลจากเทศกาลตรุษจีน
ในทางกลับกัน ยอดส่งออกอีวีของจีนพุ่งกระฉูด แค่ 2 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกไปแล้วกว่า 500,000 คัน มากกว่าช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาเกินสองเท่า
ภูมิภาคอื่นๆ โตต่อ
ยอดขายอีวีในตลาดอื่นๆ ที่เหลือขยายตัว 78% อยู่ที่กว่า 180,000 คัน ขณะที่ผู้ผลิตรถจีนเดินหน้าขยายตลาดในเอเชียและออสเตรเลีย รวมถึงยุโรป
รายงานตั้งข้อสังเกตว่า เกาหลีใต้มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับเดือนม.ค. เป็น 37,200 คัน นับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขทะลุ 30,000 คัน และเป็นองค์ประกอบถึง 30% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด
ปัจจัยหลักคือ โปรแกรมอุดหนุนของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการซื้ออีวีขนาดเล็กราคาประหยัด
ค่ายรถชั้นนำปรับกลยุทธ์อีวี
รายงานของ BMI ออกมาไล่เลี่ยกับที่ฮอนด้า มอเตอร์ ค่ายรถอันดับ 2 ของญี่ปุ่น ประกาศว่า อาจมีค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างธุรกิจอีวีในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าราว 15,700 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งคาดว่า จะมียอดขาดทุนในปีการเงินที่สิ้นสุดเดือนมี.ค. 3,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะถือเป็นการขาดทุนรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเมื่อปี 1957 จากเดิมที่คาดว่า จะมีกำไร 3,450 ล้านดอลลาร์
โทชิฮิโร มิเบะ ซีอีโอฮอนด้า แถลงเมื่อวันพฤหัสฯ (12) ว่า ดีมานด์อีวีลดฮวบ ทำให้รักษาความสามารถในการทำกำไรได้ยาก โดยนอกจากยกเลิกการพัฒนาและการทำตลาดอีวี 3 รุ่น ซึ่งเดิมมีแผนการผลิตในอเมริกา ได้แก่ Honda 0 SUV, Honda 0 Saloon และ Acura RSX แล้ว ฮอนด้ายังปรับลดมูลค่าธุรกิจในจีนที่บริษัทต้องแข่งขันกับอีวีที่อัดแน่นด้วยซอฟต์แวร์ล้ำสมัยอย่างบีวายดี
ฮอนด้ายังประกาศปรับโฟกัสไปที่ไฮบริด เช่นเดียวกับค่ายรถดั้งเดิมหลายแห่ง โดยรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทรถทั่วโลกได้ตัดจำหน่ายทรัพย์สินรวมกันเป็นมูลค่ากว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา อันเป็นผลจากการลดเป้าหมายโปรเจ็กต์อีวีท่ามกลางสภาพตลาดที่ไม่เป็นใจในอเมริกาภายใต้นโยบายของทรัมป์ และสงครามราคาในจีน
ก่อนหน้านี้ สเตลแลนทิส เจ้าของแบรนด์จี๊ป อิตาลี แถลงเมื่อต้นเดือนก.พ.ว่า บริษัทมีค่าใช้จ่ายพิเศษ 26,000 ล้านดอลลาร์จากการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อตอบสนองดีมานด์ของผู้บริโภคและกฎการปล่อยไอเสียใหม่ในอเมริกา ซึ่งรวมถึงการชะลอโปรเจ็กต์อีวี และการนำเครื่องยนต์ V8 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน กลับมาใช้ใหม่ในรถที่ขายในอเมริกา
แอนโตนิโอ ฟิโลซา ซีอีโอสเตลแลนทิสระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นผลจากการคาดการณ์การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าในแง่ดีเกินไป
ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน เจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) ค่ายรถใหญ่ที่สุดในอเมริกาในแง่ยอดขาย เผยว่า มีค่าใช้จ่ายพิเศษ 6,000 ล้านดอลลาร์จากการปรับลดหรือยกเลิกการลงทุนบางส่วนในธุรกิจอีวี ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่าย 4,200 ล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกสัญญาและการทำข้อตกลงชดเชยกับซัปพลายเออร์
พอล เจค็อบสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของจีเอ็ม ยืนยันว่า บริษัทไม่ได้เลิกผลิตอีวี แต่กำลังปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับดีมานด์ที่แท้จริงในตลาดแทนที่จะมุ่งเอาใจหน่วยงานกำกับดูแล
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ฟอร์ด มอเตอร์ของอเมริกา ประกาศด้อยค่าสินทรัพย์ 19,500 ล้านดอลลาร์และยุติการผลิตอีวีขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ พร้อมหันไปเน้นอีวีขนาดเล็กและรถเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดแทน
จิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอของบริษัท เชื่อว่า การปรับเปลี่ยนไปผลิตอีวีราคาประหยัดขนาดเล็กจะช่วยให้บริษัทรับมือค่ายรถจีนได้
ทางด้านโฟล์คสวาเกน ผู้ผลิตรถชั้นนำของยุโรป เปิดเผยเมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้วว่า บริษัทได้รับผลกระทบทางการเงิน 6,000 ล้านดอลลาร์จากการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ในปอร์เช่ ซึ่งทำให้แผนการพัฒนาอีวีบางรุ่นต้องเลื่อนออกไปและหันไปให้ความสำคัญกับรถไฮบริดและรถเครื่องยนต์สันดาปแทน