บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตโดดเด่น พร้อมทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระบบนิเวศ Mobility Ecosystem ที่เชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่การจำหน่ายยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจการเงิน ประกันภัย บริการหลังการขาย ไปจนถึงธุรกิจรถเช่า ซึ่งช่วยสร้างรายได้ประจำและฐานกำไรที่มั่นคงให้กับกลุ่มบริษัท
ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MGC-ASIA กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีสำคัญของบริษัทที่เฉลิมฉลองการดำเนินธุรกิจครบ 25 ปี พร้อมสร้างสถิติกำไรสูงสุดใหม่ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการวางโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโอที่สมดุลและเกื้อหนุนกันในทุกธุรกิจ ภายใต้แนวคิด Mobility Ecosystem ซึ่งครอบคลุมทั้งการจำหน่ายรถยนต์ การให้บริการหลังการขาย ธุรกิจรถเช่า การเงิน และประกันภัย
“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสะท้อนจากการที่เรามีกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าที่นำโดยเทคโนโลยี รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริการแบบครบวงจร ทำให้ธุรกิจสามารถสร้างโอกาสใหม่และเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตร ขณะเดียวกันกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นยังช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัทอย่างต่อเนื่อง” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว
ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 22,477 ล้านบาท มียอดขายรถยนต์รวมทุกแบรนด์ 11,814 คัน และมีกำไรสุทธิ 1,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 782.2% โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนประมาณ 35% ของยอดขายทั้งหมด สะท้อนการเติบโตของตลาด EV ในประเทศไทยอย่างชัดเจน
โครงสร้างธุรกิจของ MGC-ASIA ยังได้รับแรงสนับสนุนจากแบรนด์ยานยนต์พรีเมียมในพอร์ตที่จัดวางอย่างลงตัว ทั้งในฐานะผู้นำเข้าและผู้จำหน่าย โดยกลุ่มบริษัทเป็นผู้นำเข้าแบรนด์ระดับลักชัวรี่ ได้แก่ Rolls-Royce, Aston Martin, Maserati และ XPENG ขณะที่ธุรกิจดีลเลอร์ประกอบด้วย BMW, MINI, Honda และ ZEEKR ซึ่งช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดยานยนต์พรีเมียมและรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
ด้านกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้า บริษัทมุ่งเน้นการนำเสนอรถ EV ระดับพรีเมียมจากแบรนด์จีนอย่าง XPENG และ ZEEKR โดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นคุณค่าด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทฟังก์ชันของตัวรถมากกว่าการแข่งขันด้านราคา ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Honda ที่เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้า e:N1 เสริมพอร์ต EV ของกลุ่มบริษัท
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 25% จากปีก่อน โดยตั้งเป้ายอดขายรถยนต์รวมกว่า 14,000 คัน พร้อมขยายโชว์รูมและศูนย์บริการเพิ่มอีก 10 แห่ง รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถังภายใต้ MMS อีก 4 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต
ดร.สัณหวุฒิ ระบุว่า ปีนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยปัจจัยด้านค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณารถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
“ต้นทุนการใช้ชีวิต โดยเฉพาะราคาน้ำมัน เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเริ่มเปิดใจต่อรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อรวมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นและสถานีชาร์จที่เพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าปีนี้ยอดขาย EV จะเติบโตสูงกว่าที่คาดไว้ และอาจมีความต้องการมากจนสินค้าบางรุ่นไม่เพียงพอต่อความต้องการ” เขากล่าว
ปัจจุบันรายได้ของกลุ่ม MGC-ASIA ประมาณ 75% มาจากธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ใหม่ ขณะที่ 15% มาจากบริการหลังการขาย และอีกส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจการเงิน ประกันภัย และบริการอื่น ๆ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ประจำและเสริมความแข็งแกร่งให้กับโมเดลธุรกิจ Mobility Ecosystem ของบริษัทในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทมีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวมกว่า 130 แห่ง ครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาค พร้อมเครือข่ายบริการหลังการขาย 44 สาขา และช่องซ่อมรวม 331 ช่อง รองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์พรีเมียมและรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ขณะที่บริษัทเดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาปรับใช้ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในยุคยานยนต์แห่งอนาคต.