คาวาลลิโน มอเตอร์ ประกาศเปิดตัว Ferrari Amalfi ยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้ 2+ เครื่องยนต์ V8 วางหน้ากึ่งกลางลำ (Front-Mid Engine) กำลังสูงสุด 640 แรงม้า ทำตลาดแทนที่ Roma เน้นสมรรถนะดุดันแต่ยังคงรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้น 28.5 ล้านบาท มีแผ่นส่งมอบปีหน้า ลูกค้าชาวไทยเตรียมสัมผัสคันจริงปลายเดือนมีนาคม 2569
ดีไซน์ภายนอกของ Ferrari Amalfi ถูกออกแบบโดย Ferrari Styling Centre ภายใต้แนวคิด “Speedform” ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เส้นสายของตัวรถได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนที่ของน้ำ โดยมีจุดเด่นที่การเปลี่ยนกระจังหน้าแบบดั้งเดิมไปเป็นครีบลอยตัวพ่นสีเดียวกับตัวรถ ขณะที่เฉดสีเปิดตัวอย่าง Verde Costiera (สีเขียวอมฟ้า) สะท้อนถึงแรงบันดาลใจจากชายฝั่ง Amalfi ในประเทศอิตาลี
ด้านอากาศพลศาสตร์มีการติดตั้งสปอยเลอร์หลังแบบแอคทีฟ สามารถปรับระดับได้อัตโนมัติ 3 โหมด คือ Low Drag (LD), Medium Downforce (MD) และ High Downforce (HD) โดยในโหมด HD สปอยเลอร์จะสร้างแรงกด (Downforce) ได้สูงสุดถึง 110 กิโลกรัมที่ความเร็ว 250 กม./ชม. เพื่อเพิ่มเสถียรภาพขณะเข้าโค้งหรือเบรกหนัก ส่วนใต้ท้องรถยังมีการติดตั้งตัวสร้างเกลียวอากาศและดิฟฟิวเซอร์ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อจัดการกระแสลมให้ไหลเวียนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Ferrari Amalfi คือเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ขนาด 3,855 ซีซี ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากขุมพลังตระกูล F154 ที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยวิศวกรของเฟอร์รารี่ได้ปรับแต่งให้มีกำลังสูงสุด 640 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และทำแรงบิดสูงสุดที่ 760 นิวตันเมตร ในช่วง 3,000–5,750 รอบต่อนาที ส่งผลให้อัตราส่วนกำลังต่อความจุอยู่ที่ 166 แรงม้าต่อลิตร
รถรุ่นนี้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 3.3 วินาที และแตะระดับ 200 กม./ชม. ได้ใน 9.0 วินาที จำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 320 กม./ชม. อีกทั้งยังมีจุดเด่นที่การจัดการน้ำหนักตัวรถ โดยมีน้ำหนักรถเปล่าเพียง 1,470 กิโลกรัม ทำให้อัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าอยู่ที่ 2.29 กิโลกรัมต่อ 1 แรงม้า ซึ่งถือว่าดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน
Ferrari Amalfi ใช้ระบบเกียร์คลัตช์คู่ (Dual-Clutch Transmission) 8 จังหวะ ที่ยกเทคโนโลยีมาจากรุ่น SF90 Stradale แต่ได้รับการปรับปรุงซอฟต์แวร์การควบคุมใหม่เพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากขึ้นสำหรับการใช้งานในเมือง แต่ยังคงความรวดเร็วแม่นยำในสไตล์รถแข่ง
นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบเกียร์แบบ Dry-Sump และชุดเฟือง Bevel Gear ที่ลดแรงเสียดทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบส่งกำลัง
เฟอร์รารี่ยังเน้นด้านอารมณ์ความรู้สึกในการขับขี่ โดยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ยังคงเป็นจุดขายสำคัญด้วยการใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ Flat-Plane และเฮดเดอร์ที่มีความยาวเท่ากันทุกเส้น ช่วยให้จังหวะการจุดระเบิดมีความต่อเนื่องและเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่ระบบท่อไอเสียได้รับการติดตั้งแคตตาไลติกแบบเซรามิกที่เคลือบด้วยโลหะล้ำค่า 3 ชนิด เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานมลพิษที่เข้มงวดโดยไม่ลดทอนพลังเสียง
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Dual-Cockpit ที่แยกพื้นที่ระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างชัดเจน แต่ยังคงเชื่อมโยงกันด้วยเส้นสายที่โอบล้อมรอบตัว แผงแดชบอร์ดใช้โครงสร้างแบบ Monolithic Layout ที่รวมชุดมาตรวัดและช่องแอร์เข้าเป็นชิ้นเดียวกัน
ระบบ HMI (Human-Machine Interface) เจเนอเรชันล่าสุดประกอบด้วยหน้าจอหลัก 3 ตำแหน่ง: หน้าปัดดิจิทัลขนาด 15.6 นิ้ว, หน้าจอสัมผัสกลางขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอฝั่งผู้โดยสารขนาด 8.8 นิ้ว ที่ช่วยให้ผู้โดยสารมีส่วนร่วมในฐานะ "Co-Driver" อีกทั้งเฟอร์รารี่ได้นำปุ่มควบคุมแบบกด (Physical Buttons) กลับมาใช้อีกครั้งบนพวงมาลัยเพื่อความแม่นยำในการใช้งาน รวมถึงปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์อะลูมิเนียมที่เป็นเอกลักษณ์
นอกจากเทคโนโลยีการขับขี่แล้ว Amalfi ยังให้ความสำคัญกับความสุนทรีด้วยชุดเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Burmester® กำลังขับ 1,200 วัตต์ พร้อมลำโพง 14 ตำแหน่ง และเบาะนั่งแบบ Comfort ที่มีระบบนวด 10 จุด เพื่อรองรับการเดินทางไกล
ด้านการขับขี่ Amalfi มาพร้อมระบบ Brake-by-Wire ซึ่งควบคุมเบรกด้วยสัญญาณไฟฟ้า ช่วยให้ระยะเหยียบแป้นเบรกสั้นลงและแม่นยำยิ่งขึ้น ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo และระบบควบคุมเสถียรภาพ Side Slip Control (SSC) 6.1 ที่ประมวลผลข้อมูลจากเซนเซอร์ 6 มิติ เพื่อคำนวณการยึดเกาะของล้อแต่ละข้างอย่างอิสระ
สำหรับความสะดวกสบายและความปลอดภัยได้รับการติดตั้งชุดระบบ ADAS ครบครัน อาทิ Adaptive Cruise Control, ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบตรวจจับจุดอับสายตา และระบบตรวจจับอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีระบบยกด้านหน้ารถ (Front Lifter) เพื่อความสะดวกในการขับข้ามสิ่งกีดขวางในเมือง
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ครอบครอง คาวาลลิโน มอเตอร์ นำเสนอโปรแกรม 7-Year Genuine Maintenance ซึ่งครอบคลุมการบำรุงรักษาตามระยะทางทุก 20,000 กิโลเมตร หรือปีละครั้ง ต่อเนื่องนาน 7 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง บริการนี้รวมถึงการตรวจสอบโดยช่างผู้เชี่ยวชาญจากอิตาลีและการใช้อะไหล่แท้ เพื่อรักษาสมรรถนะของรถให้สมบูรณ์สูงสุดในระยะยาว