xs
xsm
sm
md
lg

SCCห่วงสู้รบตะวันออกกลางลากยาว ยิ่งขาดวัตถุดิบจ่อปิดรง.โอเลฟินส์เพิ่ม BANPUยิ้ม!ราคาถ่านหิน-ก๊าซฯกระฉูด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผันผวนหนักหลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง เมื่ออิสราเอลจับมือสหรัฐฯเดินหน้าถล่มอิหร่าน โดยอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯที่ตั้งในหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมทั้งปิดช่องแคบฮอร์มุช (Hormuz) ทำให้ราคาน้ำมันดิบวิ่งขึ้นทะลุ 100เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอย่างรวดเร็ว

การปิดช่องแคบฮอร์มุช เป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าชธรรมชาติที่สำคัญของโลก ทำให้ประเทศต่างๆต้องหันไปหาซื้อน้ำมันดิบและก๊าซฯจากแหล่งอื่นๆแทนไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก มาเลเซีย หรือแม้แต่รัสเซียแทน ส่วนผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานจากข้อจำกัดในการจัดหาแนฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตโรงโอเลฟินส์ที่มีประเทศในแถบตะวันออกกลางอย่างซาอุดิอาระเบีย คูเวตและUAE ฯลฯ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่สามารถขนส่งออกมาไปยังประเทศปลายทางได้ทำให้โรงงานปิโตรเคมีในหลายประเทศที่ต้องนำเข้า Feedstockไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฯลฯจำต้องประกาศหยุดชั่วคราวอันสืบเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ

ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย เมื่อบริษัทยักษ์ใหญปิโตรเคมีของไทยอย่างบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC ออกมาประกาศหยุดการเดินโรงงานบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ เป็นการชั่วคราว โดยROC ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ต่อคู่ค้าและลูกค้าตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้องแล้ว




นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC กล่าวว่า สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่รุนแรง จนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุชเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 เมื่อประเมินสถานการณ์ส่อแววยืดเยื้อและไม่แน่นอน ส่งผลให้วัตถุดิบในการผลิตบางส่วนไม่สามารถขนส่งมายังประเทศปลายทางได้ตามแผน เพื่อรับมือกับเหตุสุดวิสัยดังกล่าว บริษัทจึงตัดสินใจหยุดการเดินโรงงานROC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นการชั่วคราว เบื้องต้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน เนื่องจาก ROC เป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติในการดำเนินงาน (Automation & Digitalization)

แม้ว่าจะหยุดโรงงาน ROC ดังกล่าวแต่การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่นๆ อาทิ โรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) และโรงงานปิโตรเคมีขั้นปลาย รวมถึงธุรกิจอื่นๆของเอสซีจี ยังคงดำเนินการตามปกติ ขณะเดียวกัน SCCได้ปรับการดำเนินงานให้เข้ากับสถานการณ์อย่างทันท่วงที เช่น กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เดินหน้าเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกที่ไม่ใช่น้ำมันให้มากขึ้น เพื่อลดความผันผวนของแหล่งพลังงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ส่วนกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ โดยคำนึงถึงลูกค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ


ห่วงปิดช่องแคบฮอร์มุชนาน เสี่ยงปิดรง.เพิ่ม

ทั้งนี้ โครงสร้างวัตถุดิบ มีการจัดหาจากในประเทศคิดเป็น30% ส่วนใหญ่นำเข้าถึง 70% โดยในส่วนที่นำเข้านั้น ประมาณ 70% ผ่านช่องแคบฮอร์มุช เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุช พบว่าวัตถุดิบที่จะเข้ามาในเดือนมีนาคม หายไปประมาณ 30% ทำให้บริษัทปรับแผนการผลิตทันทีโดยหยุดโรงระยองโอเลฟินส์(ROC) เพื่อยืดอายุ feedstock ที่เหลืออยู่เพื่อเดินโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ ที่มีประสิทธิภาพในการทำกำไรสูงการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม(HVA )มากกว่า ขณะที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคลอส์( LSP)ที่เวียดนาม ขณะนี้ยังพอประคับประคองต่อไปได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบก๊าซโพรเพนมากกว่าแนฟทา แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและช่องแคบฮอร์มุชยังไม่เปิดจนถึงปลายเดือนมีนาคมนี้ มีความเป็นไปได้โรงโอเลฟินส์ที่เหลือทั้งในไทยและเวียดนามอาจจะต้องลดกำลังผลิตลงหรือถึงขั้นต้องหยุดผลิตชั่วคราว

แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่SCC แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นขยายวงกว้างกับโรงงานปิโตรเคมีในต่างประเทศที่ไม่มีวัตถุดิบเองแต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ที่มีการทยอยหยุดโรงงานชั่วคราวหลังขาดแคลนวัตถุดิบ ดังนั้นความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นความท้าทายในการจัดหาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตปิโตรเคมี ซึ่งกดดันการฟื้นตัวอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปีนี้

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นราคาเม็ดพลาสติกขยับตัวเพิ่มขึ้น โดยส่วนต่างราคาเม็ดพลาสติกHDPE/PP กับวัตถุดิบ(สเปรด)ปรับตัวสูงขึ้น38%มาอยู่ที่ใกล้ระดับ380 และ400 เหรียญสหรัฐต่อตันตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากจีนเร่งเติมสต๊อกเพิ่มและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ช่วยลดผลกระทบจากการหยุดโรงงานROCได้บางส่วน และหากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุชคลี่คลายในระยะเวลาอันสั้น ผลกระทบจากการหยุดโรงROC ก็เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวเท่านั้น

ส่วนสถานะทางการเงินของ SCC คงแข็งแกร่ง มีเงินสดในมือเพียงพอหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยในปี 2568 บริษัทมี Adjusted EBITDA รวม 55,012 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนจากลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ประมาณ 4,000 ล้านบาท ดังนั้น การหยุดโรงงาน ROC เป็นการชั่วคราวจึงไม่กระทบกับธุรกิจอย่างมีนัยยะ

แต่หากเทียบโรงงานปิโตรเคมีของบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)หรือ PTTGC ที่ดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุช เนื่องจากมี บมจ.ปตท.ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆนอกเหนือจากตะวันออกกลางมาป้อนโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งมีผลพลอยได้ คือแนฟทา มาใช้เป็นวัตถุดิบควบคู่กับก๊าซอีเทนและก๊าซโพรเพน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ได้จากโรงแยกก๊าซฯปตท.ป้อนให้โรงโอเลฟินส์และโรงอะโรเมติกส์ของPTTGC ทำให้ช่วงนี้รับประโยชน์จากมาร์จินเม็ดพลาสติกที่ขยับเพิ่มขึ้น


ถ่านหินพุ่งรับวงครามอิหร่าน

สำหรับธุรกิจพลังงานอย่างถ่านหินเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์จากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง จากปีก่อนราคาถ่านหินเฉลี่ย 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน หลังเกิดสงครามลุกลามจนปิดช่องแคบฮอร์มุชทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซฯสะดุด ราคาถ่านหินได้วิ่งขึ้นมา 130เหรียญสหรัฐต่อตัน

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าที่บริหาร บมจ. บ้านปู ( BANPU ) กล่าวว่าความไม่สงบภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาถ่านหินวิ่งขึ้นเกิน 130เหรียญสหรัฐต่อตันจากเดือนม.ค.2569อยู่ที่ 110เหรียญสหรัฐต่อตัน และราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดเฮนรี่ ฮับที่สหรัฐฯก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยบ้านปูมีการทำเฮดจิ้งไว้ราว 70 %กำลังผลิตที่ระดับราคา 3.8เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู

ในปีนี้บริษัทจะเพิ่มปริมาณการผลิตและขายถ่านหินที่มองโกเลียอีก 1 ล้านตันมาอยู่ที่ 3ล้านตัน/ปี และเหมืองถ่านหินที่ออสเตรเลียตั้งเป้าปีนี้ปริมาณขายถ่านหิน 8.3ล้านตัน ส่วนที่จีนรักษาระดับใกล้เคียงเดิม ส่วนที่อินโดนีเซียอยู่ระหว่างรอการอนุมัติโควตาการผลิตจากรัฐบาลคาดว่าจะไม่ต่ำกว่าปีก่อน ทำให้มั่นใจว่าทั้งปี2569 จะผลิตถ่านหินมากกว่า 42 ล้านตันต่อปี และปริมาณการขายถ่านหินมากกว่า 45 ล้านตัน

ธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) เติบโตด้วยสูตรสำเร็จ (Winning Formula) ที่ผสานธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) เพื่อส่งมอบพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ โดยคาดว่ามีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากหลังปิดดีลซื้อบริษัท Bedrock Production, LLC ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ (Upstream) และธุรกิจกลางน้ำ (Midstream) ในแหล่งบาร์เนตต์ (Barnett) รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2568 ทำให้มีปริมาณการขายก๊าซรวม 305 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้น 6%


ลุ้นปี69 BANPU พลิกมีกำไรอีกครั้ง

ดังนั้น ผลประกอบการของบริษัทในปี2569 มีแนวโน้มดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและราคาของธุรกิจถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้ายังขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง คาดบริษัทจะพลิกมีกำไรสุทธิอีกครั้ง เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีรายได้จากการขายรวม 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 173,423 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 39,108 ล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 752 ล้านบาท) แต่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิภาษีที่เกี่ยวข้องจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐในระหว่างปี จำนวน 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,509 ล้านบาท) จากผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงิน รายการปรับปรุงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ ทำให้ปี2568 บ้านปู ขาดทุนสุทธิ 61.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 2,025 ล้านบาท)

นายสินนท์ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการแสวงหาโอกาสการซื้อแหล่งก๊าซฯเพิ่มเติมในแหล่งบาร์เนตต์ รัฐเท็กซัส มีขนาดใกล้เคียง Bedrock ที่มีปริมาณสำรองก๊าซฯมีปริมาณสำรองก๊าซฯประมาณ 1 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่า (Tcfe) ขณะเดียวกันบริษัทขยายโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS)ในสหรัฐฯคาดว่าจะมีอีก 2โครงการที่จะCODในปีนี้ ทำให้บริษัทรับรู้รายได้เพิ่มขึ้น

ส่วนกลุ่มไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในจีน คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 3/2569 ขณะที่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Iwate Tono ขนาด 58 เมกะวัตต์ชั่วโมงในญี่ปุ่น รวมถึงลงทุนและเริ่มพัฒนาโครงการ BESS ทั้งในออสเตรเลีย (โครงการ Wooreen และ Kerang) และสหรัฐฯ (โครงการ Megamouth) ทำให้ในปัจจุบันธุรกิจ BESS มีกำลังการผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง เพื่อรองรับAI และ Data Center
ซึ่งขณะนี้บริษัทศึกษาความเป็นไปได้ในการควบรวมหรือซื้อกิจการ(M&A)โรงไฟฟ้าก๊าซฯในสหรัฐฯ และเอเชียด้วย

สำหรับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) ก็อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นได้ในการลงทุนธุรกิจ Data Center

เพื่อให้สอดคล้องเป้าหมายของบ้านปู ที่กำหนดพอร์ตโฟลิโอพลังงานครบวงจรและสะอาดยิ่งขึ้น จะสร้าง EBITDAเติบโตมากกว่า 1.5 เท่า และสร้างรายได้มาจากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2573

ส่วนความคืบหน้าการควบรวมบริษัทบ้านปูกับบมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) ซึ่งภายหลังการอนุมัติธุรกรรมควบบริษัทจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา BANPU และ BPP จะดำเนินการควบบริษัทภายใต้ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด คาดว่าจะมีการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัท การจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น และการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของทั้งสองบริษัท (Joint Shareholders’ Meeting) ภายในไตรมาส 2/2569 จากนั้นจะนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3/2569

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ว่าขณะนี้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลดลงมาอย่างรวดเร็ว จากเดิมเคยพุ่งแตะ100เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลลงมาเหลือ83เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลหลังประธานาธิบดีสหรัฐนายโดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณสงครามอิหร่านจะจบเร็วๆนี้ แต่ยังต้องดูว่าอิหร่านจะยินยอมหรือไม่