นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(12มี.ค.69)ที่ระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.71 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.75-32.15 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.65-31.99 บาทต่อดอลลาร์) หลังตลาดรับรู้ข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้า 3 ลำ ในบริเวณช่องแคบ Hormuz (หนึ่งในนั้น เป็นเรือขนส่งสินค้าของไทย) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลต่อราคาพลังงานโลกทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดตลาดให้โอกาสเพียง 4% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันราคาทองคำ (XAUUSD)
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ อย่าง ดุลการค้า (Trade Balance) ในเดือนมกราคม เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน บนความผันผวนที่สูงกว่าช่วงปกติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยเราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทมีความเสี่ยง Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรืออาจพอกล่าวได้ว่า ข่าว อย่าง Headline News ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควร
และในเชิงเทคนิคัล เงินบาทจะยังไม่กลับมาสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.40-31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนี้ เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญ ยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง