xs
xsm
sm
md
lg

โอสถสภาเดินเกมส์บุกปี 69 เต็มกำลัง ชู M150 เรือธง ดันรายได้รวมโต 1 หลัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



โอสถสภา กางยุทธศาสตร์ปี 69 มุ่งขับเคลื่อนทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ มุ่งเสริมแกร่งกลุ่มเครื่องดื่ม ดัน Personal Care สู่พรีเมียม พร้อมลุยต่างแดนเต็มกำลัง ปักธงรายได้รวมโต Mid-Single Digit ลั่นเตรียมอัดงบ 500 ล้านบาท ยกระดับโครงสร้าง Digital Technology & AI นำข้อมูล Real-time มาใช้ในการตัดสินใจซื้อ เผยสถานการณ์ตะวันออกกลางกระทบหนักด้านพลังงาน แต่ครึ่งปีแรกยังไม่มีผล แต่หากยืดเยื้อครึ่งปีหลังอาจกระทบยอดขาย 1-2%

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า โอสถสภาพร้อมก้าวสู่บริบทใหม่ในปี 2569 ด้วยความเชื่อมั่นในรากฐานที่แข็งแกร่งและการปรับตัวที่ฉับไว มุ่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายในผ่าน 3 พลังขับเคลื่อน คือ

1.Domestic Beverage กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ ที่ครอบคลุมทั้ง Energy Drink และ Functional Drink ปีนี้มุ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดผ่านการผลักดันการเติบโตของแบรนด์หลักอย่าง เอ็ม -150, ลิโพ, เปปทีน และชีวิต คู่กับดันแบรนด์ระดับภูมิภาคอย่างโสมอินชัมในภาคอีสาน หรือฉลามในภาคเหนือและภาคใต้ ให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ


2.Personal Care กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล จะรุกตลาดใหม่ด้วย Premiumization จากที่เป็นผู้นำในแบรนด์ Babi Mild จะขยายฐานจากกลุ่มแม่และเด็กสู่ Adult Segment อย่างเต็มตัวผ่านแบรนด์ Ultra Mild ซึ่งมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดช่อนเร้น เน้นกลยุทธ์ Premiumization เพื่อยกระดับพอร์ตโฟลิโอสู่กลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง เช่น การเปิดตัว Twelve Plus Eau De Parfum ในกลุ่มน้ำหอมระดับพรีเมียม และการส่ง XIT Pro Roll-on ในตลาดระงับกลิ่นกายระดับบน และเตรียมรุกเข้าสู่ตลาดแชมพูสำหรับผู้ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาทในปีนี้

และ 3. International Business ธุรกิจต่างประเทศ ปักหมุดให้เป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ ตั้งเป้าเติบโตระดับ Double Digit ใช้โมเดลความสำเร็จจากเมียนมาและลาว เป็นต้นแบบในการขยายฐานสู่ภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และโอมาน) และสร้าง Strategic Ecosystem ผ่านพันธมิตร อาทิ การบุกตลาดจีน ด้วยแบรนด์ Babi Mild และเตรียมโชว์ศักยภาพในงาน THAIFEX 2026 เป็นครั้งแรก เพื่อดึงดูดคู่ค้าและนักลงทุนจากนานาประเทศ


“บริษัทดำเนินการมากว่า 135 ปี สินค้าตัวแรก คือ กฤษณากลั่น ตรากิเลน ต้นตระกูล คือ นายแป๊ะ มาจากจีนโพ้นทะเล โดยร.5 ได้พระราชทาน ตราครุฑให้ จึงไดัเปลี่ยนชื่อจาก เต็กเฮงหยู มาเป็น โอสถสภา และได้พัฒนาเจริญก้าวหน้าจนถึงปัจจจุบัน จนถึงในปี 2018 ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันมีสินค้าหลัก 3 หมวด คือ 1.เบฟเวอเรจ ทั้งแอนเนอจี้ดริ้งและฟังก์ชันนอลดริ้ง 2.เพอร์ซัลนอลแคร์ เช่น แบรนด์ เบบี้มายด์ 3.เฮลธ์แคร์และคอนเฟคชั่นนารี ซึ่งเป้าหมายจากนี้จะมุ่งเติบโตไปกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังเกิดขึ้น ภายใต้ 3 กลุ่มสินค้า เช่น 1.เครื่องดื่ม กับแบรนด์ M150 เปิดตัวรสชาติใหม่, ลิโพ, เปปทีน และซีวิต รวมถึงฉลาม และโสมอินซัม จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา 2.เพอร์ซันนอลแคร์ จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา 3.การทำตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง กับสินค้าเครื่องดื่ม เพอร์ซัลนอลแคร์ เริ่มจากในงานไทยเฟกซ์ปีนี้”

นางสาวมุกดา กล่าวเสริมว่า ปีนี้มองว่าสภาพเศรษฐกิจไม่ต่างจากปีก่อนที่ค่อนข้างทรงตัว ส่วนสถานการณ์ตะวันออกกลาง สิ่งที่กระทบคือ พลังงานกับราคาน้ำมัน ซึ่งในไตรมาสหนึ่งไม่มีผลกระทบ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจมีกระทบบ้างในช่วงเดือนมิ.ย. หรือในครึ่งปีแรกเชื่อว่าไม่กระทบ หากกระทบครึ่งปีหลังอาจมีบ้างราว 1-2% ของยอดขาย

นางสาวนันทนา ขาวปลื้ม Chief Domestic Beverage Officer - Consumer & Category Management - Group Domestic Beverage บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) OSP กล่าวต่อถึงการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับสินค้าหลัก คือ M150 Lipo และ C-vitt ที่จะมุ่งปกป้องและขยายฐานส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์หลักที่สร้างรายได้หลักให้องค์กร โดยปีนี้ M150 มุ่งทำตลาดให้กลับมาเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยการอัปเกรดครั้งใหญ่ของเอ็มร้อยฝาทอง ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง ทำแคมเปญสะสมแต้ม ลุ้นปลดหนี้ตลอดปี และสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่มากกว่าเดิมผ่านวงหมอลำ และการกลับมาของ M150 Power Concert ส่วนลิโพ-ดี จะมีการปรับไลน์สินค้า และทำแคมเปญใหม่ๆ เป็นต้น


ด้านนางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา (OSP) กล่าวต่อว่า โอสถสภามุ่งขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ยุทธศาสตร์ ONE OSP เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในการบริหารจัดการที่เฉียบคม โดยเป้าหมายในปี 2569 นี้คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line โดยเน้นสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่าย SG&A ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด

“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรายได้ถือว่าค่อนข้างนิ่ง โดยปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมที่ 25,561 ล้านบาท มาจาก 1.เบฟเวอร์เรจ 14,930 ล้านบาท ลดลง 6.4% 2.เพอร์ซัลนอลแคร์ 2,809 ล้านบาท โต 0.2% 3.ตชาดต่างประเทศ 6,493 ล้านบาท โต 4.8% และในปี 2569 นี้ ตั้งเป้าเติบโตทั้ง Top & Bottom Line โดยมองว่ากลุ่มธุรกิจตลาดต่างประเทศที่ยังมีฐานค่อนข้างต่ำมีโอกาสเติบโตมากที่สุด ขณะที่กลุ่มเพอร์ซันนอลแคร์เป็นกลุ่มที่สินค้าที่ทำรายได้และเติบโตได้ดีกว่ากลุ่มเบฟเวอเรจ ซึ่งปีนี้เชื่อว่าทุกกลุ่มสินค้าจะมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าปีก่อน“

อย่างไรก็ตามปีนี้บริษัทได้เตรียมงบลงทุน (CAPEX) จำนวน 400-500 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Technology & AI มุ่งนำข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ในการตัดสินใจ (Data-driven Decision Making) และบริหารความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงการลงทุนในด้าน People & Culture เพื่อบ่มเพาะ Tallent และสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างไร้รอยต่อ.