เคทีซีเผยยอดใช้จ่ายกลุ่มท่องเที่ยวช่วง 2 เดือนแรกของปี 69 ยังเติบโตได้ดี ด้านสมาคมไทยบริการท่องเที่ยวชี้
นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท กรุงไทย จำกัด (มหาชน)(KTC)เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางนั้น ในส่วนยอดใช้จ่ายกลุ่มท่องเที่ยวของเคทีซีนั้น ช่วง 2 เดือนแรกของปียังไม่เห็นผลกระทบโดยยอดใช้จ่ายกลุ่มท่องเที่ยวเติบโตประมาณ 9% จากปีก่อนหน้าที่เติบโต 6% แต่ในระยะต่อไปคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเคทีซีมองว่าความต้องการท่องเที่ยวยังคงมีอยู่แต่จะเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง-เปลี่ยนรูปแบบมากขึ้น จากที่วางแผนท่องเที่ยวระยะไกลก็เปลี่ยนมาเป็นในภูมิภาคเดียวกัน หรือหันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกพบว่า จังหวัดท่องเที่ยวหลักยังคงมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูง เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา ภูเก็ต และระยอง ขณะเดียวกันจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ และเมืองรอง เริ่มมีการเติบโตของการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเช่น กาญจนบุรี มียอดการใช้จ่ายเติบโต 20% และพระนครศรีอยุธยามียอดการใช้จ่ายเติบโต 12%
"เทรนด์ท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียนั้นเราเห็นมาตั้งแต่ปีก่อน โดย TOP 5 ก็จะเป็นญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฮ่องกง และไต้หวัน ปัจจัยหลักๆก็อาจจะเป็นความสะดวกด้านวีซ่า หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนัก เพราะตามยอดใช้จ่ายที่ออกมาจะเห็นรายจ่ายต่อหัวที่ลดลง สำหรับในสถานการณ์นี้ที่การเดินทางระยะไกลข้ามทวีปจะทำได้ยากขึ้นทั้งเรื่องราคาและความเสี่ยง แม้ว่าจะไม่ได้ไปจุดหมายที่วางไว้ ก็มองจุดหมายใหม่ในภูมิภาค หรือเที่ยวในประเทศแทน ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสที่เราจะหันมาเสริมตรงนี้"
**เคทีซี-พันธมิตรจัดแคมเปญตอบโจทย์**
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้เลือกเพียงจุดหมายปลายทางแต่ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ระหว่างการเดินทาง มากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Eat Tourism) หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมดังกล่าว เคทีซีได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 100 แห่ง ร่วมกันออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวภายในประเทศที่หลากหลาย อาทิ ความร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคตะวันออก “Eat the East” ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางขับรถเที่ยว พร้อมสัมผัสเสน่ห์อาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นตลอดเส้นทาง ผ่านร้านอาหารกว่า 70 ร้าน รวมถึงแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคกลาง “Central Rhythm” ที่รวบรวมพันธมิตรด้านสุขภาพ ทั้งโรงแรมและร้านค้าเวลเนส
รวมถึงแคมเปญต้อนรับช่วงปิดเทอมและวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ “Happy Family Fun – Alpha Active” ที่ออกแบบมาเพื่อชวนครอบครัวออกเดินทางท่องเที่ยวและทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงแคมเปญ “60+ Stay Free” ที่ตอบรับเทรนด์ Multi-generational Travel เพื่อส่งเสริมการเดินทางของครอบครัวหลายช่วงวัย
เคทีซียังมอบสิทธิพิเศษด้านการท่องเที่ยวผ่านเครือข่ายพันธมิตรกว่า 1,000 รายทั่วโลกครอบคลุมโรงแรม ที่พัก สายการบิน ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว พร้อมสิทธิแลกคะแนน KTC FOREVER เป็นส่วนลดหรือของสมนาคุณได้อย่างคุ้มค่า
นายโชติช่วง ศูรางกรูนายโชติช่วง อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA)และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางฝั่งตะวันตก ซึ่งบางรายเริ่มพิจารณาทางเลือก เช่น การเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่มีเที่ยวบินตรง ขณะที่นักเดินทางรายใหม่มีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินสถานการณ์ หรือเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแทน
ขณะที่ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมของไทยอาจมีจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวเดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคนต่อปี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลที่มีลูกค้าตะวันออกกลางเป็นหลัก ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งคิดเป็นประมาณ 23% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบมากกว่า และเริ่มมีสัญญาณการยกเลิกการจองบางส่วนแล้ว โดยหากพิจารณาโครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย พบว่า 8 ใน 10 ประเทศแรกเป็นประเทศในเอเชีย รวมประมาณ 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด จึงมีแนวโน้มว่าการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเอเชียจะยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง
"ตอนนี้สถานการณ์ยังมีความโกลาหล แต่ก็เริ่มที่จะขยับหาช่องทางที่ดีที่สุดในการเดินทางสำหรับกรณีที่จำเป็นก็จะประเมินด้านความเสี่ยง ด้านราคาเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวก็ยังมี แต่จะแบ่งเที่ยวกีนเองภูมิภาคมากขึ้น ยุโรปเที่ยวยุโรป เอเชียเที่ยวเอเชีย เนื่องจากเราต้นทุนการบินข้ามทวีป และความเสี่ยง ซึ่งขณะนี้เรามองสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่ลากยาว ไม่ยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวยังไม่มากนัก แต่หากสถานการณ์สงครามลากยาว จนกระทบไปถึงเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ กำลังซื้อ ก็จะต้องประเมินกันอีกเป็นระยะไป"
นายโชติช่วงกล่าวว่า แม้วิกฤตในครั้งนี้อาจสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นโอกาสให้การท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชียมายังประเทศไทย รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศมีบทบาทมากขึ้น โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ การสร้างแลนด์มาร์คและอาหารท้องถิ่นให้เป็นจุดขาย ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ระดับโลก (Local to Global) และยกระดับเมืองท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกและปลอดภัย เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดเส้นทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน