กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เปิดปฏิบัติการล่าข้ามแดน ประสานองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ อินเตอร์โพล เร่งออกหมายแดงล่าตัว "แอ็คมี่ วรวัฒน์ นาคแนวดี" หลังก่อวีรกรรมลวงนักลงทุนเทรดคริปโตและสร้างเหรียญดิจิทัลเถื่อน สร้างความเสียหายทะลุหลักร้อยล้านบาท แฉเบื้องลึกเผ่นหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่ปลายปี 2567 ทิ้งหมายจับคดีแชร์ลูกโซ่ไว้เบื้องหลัง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งประสานอายัดกระเป๋าเงินดิจิทัลทั้งในและต่างประเทศ แต่พบพิรุธโยกย้ายทรัพย์สินจนเหลือติดบัญชีไม่ถึงหลักล้าน เตือนนักลงทุนอย่าหลงเชื่อภาพลักษณ์จอมปลอมที่ใช้รูปถ่ายคนดังมาแอบอ้าง
วงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทยกลับมาเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่อีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินหน้าเอาผิดเครือข่ายฉ้อโกงระดับชาติ โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ ปอศ. ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงความคืบหน้ากรณีกลุ่มผู้เสียหายรวมตัวกันเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือที่รู้จักกันในนาม แอ็คมี่ จากกรณีหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ในเบื้องต้นมีกลุ่มผู้เสียหายที่เดินทางเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนแล้วจำนวน 61 ราย โดยแต่ละรายถูกหลอกให้วางเงินลงทุนเฉลี่ยสูงถึง 1 ถึง 2 ล้านบาทต่อคน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นพุ่งทะยานไปที่ 76 ล้านบาท
ขณะที่พนักงานสอบสวนจากกองกำกับการ 4 บก.ปอศ. ได้จัดเตรียมกำลังพลเพื่อรองรับการสอบปากคำอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ประเมินและเชื่อมั่นว่ายังมีผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดการณ์ว่ามูลค่าความเสียหายที่แท้จริงอาจบานปลายทะลุหลักหลายร้อยล้านบาท
สำหรับการตั้งข้อกล่าวหาและฐานความผิดนั้น พฤติการณ์ของนายวรวัฒน์เข้าข่ายความผิดร้ายแรงหลายประการ โดยเฉพาะความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือแชร์ลูกโซ่ เนื่องจากพยานหลักฐานชี้ชัดว่ามีการโฆษณาชักชวนให้ลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนที่สูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไปถึงหลัก 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังพ่วงด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน
ประเด็นที่น่าจับตาคือ กรณีที่นายวรวัฒน์ได้ตั้งตนเป็นผู้สร้างเหรียญดิจิทัลสกุลใหม่ที่ชื่อว่า เอซีที ขึ้นมาจำหน่ายเองนั้น ทาง บก.ปอศ. เตรียมประสานงานเชิงลึกไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เพื่อพิจารณาว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ ซึ่งทางตำรวจให้น้ำหนักว่าการกระทำนี้เป็นการทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน แม้จะไม่ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งในรูปแบบบริษัท แต่การเปิดให้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือระหว่างบุคคลก็ถือเป็นความผิดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เมื่อเจาะลึกไปที่แฟ้มประวัติอาชญากรรม พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุเพิ่มเติมว่า สำนักงาน ก.ล.ต. เคยเป็นโจทก์ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษนายวรวัฒน์ไว้แล้วถึง 2 คดีในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา โดยคดีแรกนั้นพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้น และได้ส่งสำนวนสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการ พร้อมทั้งมีการอนุมัติออกหมายจับนายวรวัฒน์เป็นที่เรียบร้อย
ส่วนอีกหนึ่งคดีที่ถูกผูกโยงไว้นั้น เป็นกรณีการตั้งเว็บไซต์ชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาลงทุน ซึ่งมีผู้ตกเป็นเหยื่อประมาณ 40 คน สร้างความเสียหายราว 10 ล้านบาท คดีนี้พนักงานสอบสวนก็ได้ขออำนาจศาลออกหมายจับแล้วเช่นกัน ทว่าในมิติของการสืบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่กำลังเร่งแกะรอยพยานหลักฐานเพื่อเตรียมออกหมายจับบุคคลอื่นๆ เพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าปฏิบัติการฉ้อโกงระดับนี้ นายวรวัฒน์ไม่สามารถทำได้เพียงลำพังและต้องมีเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการคอยให้การสนับสนุน อย่างไรก็ดี ในส่วนของภรรยาของนายวรวัฒน์นั้น จากการตรวจสอบในปัจจุบันยังไม่พบเส้นทางการเงินหรือความเชื่อมโยงที่บ่งชี้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้แต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญที่ตอกย้ำความพยายามในการหลบหนีคดี คือข้อมูลการเดินทางเข้าออกประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า นายวรวัฒน์ได้ชิงไหวตัวและเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไทยไปตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 เพื่อเป็นการตอบโต้และลากตัวผู้กระทำผิดกลับมารับโทษ ทาง บก.ปอศ. ได้เร่งประสานงานจัดส่งข้อมูลหมายจับคดีอาญาจากปี 2568 ไปยังองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ อินเตอร์โพล เพื่อดำเนินการออกหมายแดง หรือ เรด โนติส เป็นการด่วน
ส่วนข้อสงสัยที่ว่า เหตุใดนักลงทุนจำนวนมากจึงยังคงยอมควักกระเป๋าจ่ายเงิน ทั้งที่นายวรวัฒน์มีประวัติถูกออกหมายจับติดตัว พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ อธิบายว่า กลไกสำคัญที่คนร้ายใช้คือการสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ แม้เหยื่อหลายรายจะระแคะระคายเรื่องหมายจับ แต่นายวรวัฒน์ก็ใช้ทักษะวาทศิลป์หลอกลวงว่าเป็นเพียงหมายจับปลอมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกลั่นแกล้ง ประกอบกับการนำภาพถ่ายคู่กับบุคคลสำคัญและผู้มีชื่อเสียงมาใช้แอบอ้างเป็นเครื่องการันตี ทำให้ประชาชนเกิดความตายใจและหลงเชื่อในที่สุด ซึ่งรูปแบบการต้มตุ๋นนี้ถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน
ในส่วนของการติดตามอายัดทรัพย์สิน พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผู้กำกับการ 4 บก.ปอศ. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ดิจิทัลวอลเล็ต หรือกระเป๋าเงินดิจิทัลของนายวรวัฒน์ว่า ทางตำรวจได้แกะรอยจนพบพยานหลักฐานทางการเงินที่ชี้ชัดว่ามีการเปิดใช้งาน ดิจิทัลวอลเล็ต ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและแพลตฟอร์มในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กระบวนการอายัดทรัพย์สินข้ามชาติในรูปแบบดิจิทัลนั้น มีขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับประเทศ
ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการร่างหนังสือคำร้องอย่างเป็นทางการเพื่อเตรียมยกระดับการจัดการต่อไป แต่สิ่งที่น่ากังวลและสะท้อนถึงการเตรียมการหลบหนีอย่างเป็นระบบคือ ยอดเงินที่หลงเหลืออยู่ใน ดิจิทัลวอลเล็ต ที่ตรวจพบนั้น มีจำนวนน้อยมากจนแทบไม่น่าเชื่อ โดยพบว่าเหลือติดบัญชีอยู่ไม่ถึงหลักล้านบาท ซึ่งสันนิษฐานได้ว่ามีการเร่งยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินออกไปซุกซ่อนในแหล่งอื่นเรียบร้อยแล้ว