xs
xsm
sm
md
lg

จับตาส่งออกรถไทย นายกฯยานยนต์ชี้ตลาดตะวันออกกลาง 200,000 คัน ส่อสะดุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจับตาความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ทหารทวีความรุนแรงและกระทบเส้นทางพลังงานโลก นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยชี้การส่งออกรถยนต์ไทยไปตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนกว่า 21% อาจได้รับผลกระทบ ขณะที่ต้นทุนขนส่ง–ประกันภัย–ราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่ง หากสงครามยืดเยื้ออาจกระทบกำลังซื้อทั่วโลกและตลาดรถยนต์ในประเทศ

สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง จากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอล กำลังส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของไทยไปยังตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของผู้ผลิตรถยนต์ไทย

“คาดว่าสงครามจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของไทยไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยในปี 2025 ไทยส่งออกรถยนต์ไปภูมิภาคนี้ประมาณ 200,000 คัน หรือคิดเป็นราว 21% ของการส่งออกรถยนต์ทั้งหมด” นายสุวัชร์กล่าว


ทั้งนี้ ระดับความเสียหายจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อการค้าและโลจิสติกส์โลกก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารอาจใช้เวลาประมาณ 4–5 สัปดาห์ หรืออาจยาวนานกว่านั้น

ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่อาจไม่สามารถนำเข้ารถยนต์จากไทยได้ในช่วงวิกฤต อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเทศที่อาจยังคงส่งออกได้ เช่น โอมาน และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีท่าเรือฝั่งทะเลแดงที่ยังสามารถใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าได้

ในระยะสั้น ภาคธุรกิจอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน ค่าเรือขนส่ง (Freight) และค่าเบี้ยประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น เนื่องจากการปิดเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก

วิกฤตครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากปฏิบัติการโจมตีทางทหาร “Operation Epic Fury” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่านและการตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรงทั่วภูมิภาค ส่งผลให้แหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญหยุดชะงัก ขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซยิ่งทำให้การขนส่งพลังงานโลกตึงตัวมากขึ้น



ระยะกลางถึงระยะยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อหลายเดือน อาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายประเทศต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง

สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ในประเทศด้วย แม้ว่าในปี 2568 ตลาดรถยนต์ไทยเพิ่งกลับมาเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ด้านมาตรการภายในประเทศ ล่าสุดรัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลอย่างน้อย 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เป็นต้นไป เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจในระยะสั้น รวมถึงการปรับเพิ่มสัดส่วนน้ำมันไบโอดีเซล B5 เป็น B7 เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของไทย

นายสุวัชร์กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเพียงการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้าโลกโดยรวม ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมายังกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยด้วย