xs
xsm
sm
md
lg

ทริสมองธุรกิจได้เปรียบ/เสียเปรียบจากสงครามตะวันออกกลาง-ห่วงกระทบตราสารหนี้รีไฟแนนซ์ฝืด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บริษัท ทริสเรทติ้งมองกรณีสงครามในตะวันออกลางและผลกระทบต่ออุตสาหกรรม-ความเสี่ยงด้านเครดิต ระบุหากความขัดแย้งจำกัดอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 4–5 สัปดาห์ ผลกระทบคาดว่าจะจำกัดอยู่เพียงความผันผวนของผลประกอบการในระยะสั้นของผู้ประกอบการเท่านั้น ส่วนกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเป็นความเสี่ยงหลักเนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมาก โดยผลกระทบด้านเครดิตจะมีความแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม โดยกลุ่มสายการบิน โรงแรม และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) เผชิญกับแรงกดดันในเชิงลบ ในขณะที่กลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ ถ่านหิน และการขนส่งสินค้าแห้งเทกองทางเรือมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ รวมถึงความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์เพิ่มสูงขึ้นสำหรับบริษัทที่มีภาระหนี้สูงจากการมีส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Premium) ที่เพิ่มขึ้นและนักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น

นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยและสถานะทางการเงินของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจโดยมีความผันผวนของราคาน้ำมันเป็นความเสี่ยงหลัก เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ โดยมีการนำเข้าพลังงานสุทธิคิดเป็นประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ณ ราคาตลาดปัจจุบันในปี 2568 ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ รวมถึงพลวัตดังกล่าวอาจกดดันเศรษฐกิจไทยโดยผ่านหลายช่องทางที่เชื่อมโยงถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ลดลงซึ่งจะบั่นทอนการบริโภคในภาคเอกชนในขณะที่ความกังวลด้านความปลอดภัยและการหยุดชะงักของการเดินทางอาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลปรับลดลง นอกจากนี้ การชะลอตัวของอุปสงค์ทั่วโลกในวงกว้างและการค้าที่หยุดชะงักอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการส่งออกอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบโดยรวมแล้ว ปัจจัยกดดันเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในเชิงลบต่อประมาณการของทริสเรทติ้งสำหรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ระดับ 2.1% ในปี 2569 ได้ รวมถึงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งทริสประเมินใน 2 ระดับได้แก่

กรณีที่ความขัดแย้งอยู่ในวงจำกัด: ผลกระทบต่ออันดับเครดิตจะมีจำกัด
สำหรับบริษัทที่ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตนั้น ผลกระทบด้านเครดิตจะแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม โดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้งเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งอยู่ในวงจำกัดในระยะเวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ ผลกระทบต่ออันดับเครดิตคาดว่าจะค่อนข้างมีจำกัดเนื่องจากเป็นผลกระทบในเชิงความผันผวนของผลการดำเนินงานในระยะสั้นมากกว่าจะเป็นการถดถอยลงของพื้นฐานอันดับเครดิต

กรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ: ผลกระทบที่มีต่อแต่ละภาคธุรกิจจะแตกต่างกันไป
หากความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจะสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อภาคธุรกิจที่มีการใช้พลังงานสูง ซึ่งได้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ตลอดจนผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมัน
ในกรณีที่สถานการณ์ทวีความรุนแรงในวงกว้างจนกระทบต่อการค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยวของทั้งโลก แรงกดดันต่อธุรกิจสายการบินและธุรกิจโรงแรมจะเพิ่มสูงขึ้น ในทางกลับกัน ธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพและธุรกิจเหมืองถ่านหินมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์เนื่องจากมีความต้องการแหล่งพลังงานที่ทดแทนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มผลกำไรให้แก่ธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกองทางเรือ

และนอกเหนือจากผลกระทบเฉพาะรายภาคธุรกิจแล้ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้ไทยที่นักลงทุนมีความระมัดระวังอยู่แล้วให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วยเนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีความระมัดระวังโดยเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพเครดิตดีมากขึ้น ในสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ออกตราสารหนี้ที่มีภาระหนี้สูงและมีหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะใกล้อาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์ที่เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตที่ผู้ให้กู้เรียกร้องในระดับที่สูงขึ้นก็อาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ออก
ตราสารที่มีความยืดหยุ่นทางการเงินจำกัดให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย