xs
xsm
sm
md
lg

สงครามอิหร่านทิ้งบอมบ์เศรษฐกิจโลก หวั่นเอเชียสำลักราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อพุ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานต่อเนื่อง
ความขัดแย้งที่ลุกโชนทั่วตะวันออกกลางจะเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลกที่แบกรับผลกระทบจากภาษีศุลกากรและการชะงักงันทางการค้าอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว โดยเอเชียเสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรงจากราคาน้ำมันที่เจพีมอร์แกนชี้ว่า มีสิทธิ์แตะ 120 ดอลลาร์ถ้าการรบยืดเยื้อ ด้านรอยเตอร์เตือนเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องอาจทำให้เฟดและอีซีบีต้องระงับแผนลดดอกเบี้ยหรือกระทั่งพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยแทน ขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอาจฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

แค่สัปดาห์เดียวการค้าโลกเริ่มสั่นสะเทือน ทั้งข้าวส่งออกของอินเดียที่ติดอยู่ที่ท่าเรือไปจนถึงราคาปุ๋ยที่จำเป็นต่อการผลิตอาหารที่พุ่งทะยาน

หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ แน่นอนว่า ราคาพลังงานที่พุ่งติดจรวดจะดันเงินเฟ้อติดปีกตามไปด้วยเช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ย เพิ่มภาระให้ผู้กู้ยืม ขณะที่ภัยคุกคามต่อเรือขนส่งสินค้าอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานสะดุด ส่งผลให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น

แดน แคตซ์ รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) บอกว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกในทุกมิติ ส่วนจะรุนแรงแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่า สงครามลากยาวแค่ไหน

ก่อนที่อเมริกากับอิสราเอลจะรุมโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เศรษฐกิจโลกปีนี้ถูกคาดหมายว่า อาจโตถึง 3.3% แต่สำหรับตอนนี้ ไอเอ็มเอฟบอกว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด และแจงว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกรวมถึงการค้าชะงักงันมากขึ้น ราคาพลังงานพุ่ง และความผันผวนในตลาดการเงิน

จับตาราคาพลังงาน
ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลกอิงกับราคาพลังงานเป็นส่วนใหญ่ สัปดาห์ที่แล้วราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงกว่า 18 เดือนที่ผ่านมา เจพีมอร์แกนคาดว่า มีสิทธิ์แตะ 120 ดอลลาร์ถ้าความขัดแย้งยืดเยื้อ

ความเสี่ยงสำคัญคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เกือบเรียกได้ว่า เป็นเส้นทางเดียวในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางสู่ภูมิภาคอื่นๆ

สำนักงานข้อมูลพลังงานของอเมริการะบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของผลผลิตทั่วโลก

โกลด์แมน แซคส์ประเมินว่า ถ้าราคาน้ำมันยืนระยะอยู่ที่ระดับปัจจุบันนานเป็นเดือน ดัชนีราคาผู้บริโภคของอเมริกาอาจเพิ่มจาก 2.4% ในเดือนม.ค. เป็น 3% ปลายปีนี้ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน รอยเตอร์รายงานว่า หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยืดเยื้อ อาจทำให้เฟดและธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต้องระงับแผนลดดอกเบี้ยหรือกระทั่งพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยแทน ขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอาจฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

เอเชียเสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรงจากราคาน้ำมัน จากข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา แคปิตอล อิโคโนมิกส์ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวที่ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 80-90% มีปลายทางที่เอเชีย ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่คือจีน

ขณะที่ข้อมูลของเคปเลอร์ระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ไปยังเอเชียอยู่ที่เฉลี่ยเดือนละ 1.2 ล้านเมตริกตัน หรือ 246,000 บาร์เรลต่อวัน (บีพีดี) โดยที่ 70% ส่งไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นักเศรษฐศาสตร์ในเอเชียของแคปิตอล อิโคโนมิกส์ ระบุในรายงานที่ออกมาเมื่อวันอังคาร (3 มี.ค.) ว่า สถานการณ์ของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียจะยากลำบากมากขึ้น และอาจเผชิญอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นราว 0.5% หากราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยังปักหลักอยู่ที่ระดับปัจจุบัน

นักวิเคราะห์หลายคนคาดว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุก 10 ดอลลาร์อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อในเอเชียเพิ่มขึ้น 0.1-0.9% โดยประเทศที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ไทย เวียดนาม และเกาหลีใต้

ห่วงโซ่อุปทานปั่นป่วน
นอกจากราคาน้ำมันแล้ว ประเทศในเอเชียยังอาจได้รับผลกระทบรุนแรงในส่วนการส่งออก

สาธิต โกเอล ประธานสมาคมผู้ส่งออกข้าวอินเดีย เปิดเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า สงครามที่ทำให้เส้นทางขนส่งสินค้าทั่วตะวันออกกลางหยุดชะงักส่งผลให้ข้าวบาสมาติกว่า 400,000 เมตริกตันที่ปลูกเพื่อการส่งออกติดค้างอยู่ที่ท่าเรือ ทั้งนี้ ข้าวบาสมาติที่ส่งออกทั้งหมดของอินเดียราว 75% มีจุดหมายปลายทางที่ตะวันออกกลาง

ดีปาลี บาร์กาวา หัวหน้านักวิจัยประจำเอเชีย-แปซิฟิกของไอเอ็นจี ชี้ว่า ตะวันออกกลางกลายเป็นตลาดสำคัญสำหรับผู้ส่งออกในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีศุลกากรของอเมริกา และหากสงครามยืดเยื้อ อินเดียและจีนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

การส่งออกข้าวที่ชะงักงันของอินเดียยังนำไปสู่ปัญหาที่น่ากังวลมากขึ้นคือ แนวโน้มการค้าและการผลิตอาหารทั่วโลกหยุดชะงักอย่างกว้างขวาง

ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยยูเรียที่ใช้กันอย่างแพร่หลายราว 1 ใน 3 ของการส่งออกทั่วโลก รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ที่จำเป็นในการผลิตปุ๋ย และเกือบครึ่งของการผลิตอาหารทั่วโลก

นอกจากทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตสูงขึ้นแล้ว สงครามในตะวันออกกลางยังทำให้ท่าเรือต่างๆ แออัด เนื่องจากการสู้รบและความล่าช้าในการขนส่งสินค้าทั่วโลก ขณะที่เรือสินค้าต้องเปลี่ยนเส้นทางใหม่

บริษัทชิปปิ้งรายใหญ่อย่างเมอร์สก์ เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซและอ้อมไปทางแหลมกู๊ดโฮปแทน ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้น 10-15 วัน ส่งผลให้ค่าเชื้อเพลิงและค่าธรรมเนียมต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงที่น่าจะเพิ่มขึ้นถึงราว 1 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว

การขนส่งสินค้าทางอากาศดูเหมือนได้รับผลกระทบหนักกว่า เนื่องจากเครื่องบินจำนวนมากไม่สามารถออกจากตะวันออกกลางได้

ยูดาห์ เลอวีน จากบริษัทลอจิสติกส์ Freightos เผยว่า สายการบินในตะวันออกกลางรองรับการขนส่งสินค้า 13% ของทั่วโลก ขณะที่ข้อมูลของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ระบุว่า การขนส่งสินค้าทางอากาศรองรับสินค้าราว 1 ใน 3 ของทั่วโลกในแง่มูลค่า โดยส่วนใหญ่เป็นการขนส่งสินค้ามูลค่าสูง เช่น สมาร์ทโฟน ไมโครชิป และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

เซเนตา บริษัทวิเคราะห์ด้านการขนส่งสินค้า ระบุในรายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางทำให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างฉับพลันต่อห่วงโซ่อุปทาน เส้นทางและการเดินเรือมีการเปลี่ยนแปลงแทบทุกชั่วโมง ขณะที่ผู้ส่งสินค้าต้องรับมือกับสินค้าที่อาจไม่สามารถส่งถึงท่าเรือปลายทางที่กำหนดไว้ได้อีกต่อไป