xs
xsm
sm
md
lg

Vertiv ยกไทยศักยภาพสูง สู่ "ศูนย์กลาง AI Edge" ของอาเซียน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เวอร์ทีฟ (Vertiv) เจ้าพ่อโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์สัญชาติอเมริกัน มองไทยมีศักยภาพสูงมากในการก้าวสู่บทบาท "ศูนย์กลาง AI Edge" ของอาเซียน ชี้ไทยพร้อมเรื่อง 5G, IoT และโครงการ Smart City ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาระงานปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะถูกกระจายเข้าใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้น มั่นใจโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก แต่มีความมั่นคงและยืดหยุ่น จะมีบทบาทมากขึ้นควบคู่กับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

นายชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์ ผู้อำนวยการ เวอร์ทิฟ ประเทศไทย เปิดเผยว่าทิศทางของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ประเทศไทยปี 2569 เป็นไปในทางเดียวกับทิศทางโลก เพราะ AI กำลังกลายเป็นแรงขับหลักที่เปลี่ยนอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนาดกำลังไฟฟ้าต่อแร็คที่เพิ่มขึ้น ขนาดใหญ่ของโครงการ หรือความเร็วในการขยายขีดความสามารถ แต่ความแตกต่างอยู่ที่จังหวะ และระดับของการนำไปใช้

"เราเห็นชัดว่าประเทศไทยกำลังก้าวจากช่วงของการวางแผนและประกาศนโยบาย เข้าสู่เฟสของการดำเนินงานจริง มากขึ้น โดยเฉพาะจากพันธสัญญาการลงทุนของผู้ให้บริการ Colo/Hyperscaler รายใหญ่ และการเติบโตของการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจ ซึ่งทำให้ไทยเริ่มถูกมองว่าเป็น ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของอาเซียน อย่างเป็นรูปธรรม"


Vertiv นั้นเป็นบริษัทที่น่าติดตามในจังหวะที่บอร์ด BOI ได้อนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ มูลค่ากว่า 96,000 ล้านบาทเมื่อช่วงต้นปี 2569 ต่อยอดจากปี 2568 ที่มีการยื่นขอลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์รวม 36 โครงการ มูลค่ากว่า 728,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการปี 2569 กระจายอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ ซึ่งคาดว่าจะรองรับกำลังประมวลผลรวมระดับหลายร้อยเมกะวัตต์ การลงทุนขนาดนี้สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับภูมิภาค

แน่นอนว่าเบื้องหลังดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ ไม่ได้มีแค่บริษัทคลาวด์หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต แต่ยังมีบริษัทโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง Vertiv ที่อยู่ในแกนกลางเกมนี้ ด้วยการให้บริการโซลูชันระบบพลังงานไฟฟ้า ระบบสำรองไฟ ระบบระบายความร้อน โครงสร้างแร็กสำหรับเซิร์ฟเวอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล ซึ่งรายงานล่าสุดชี้ว่ากระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อ AI ทำให้ความต้องการระบบของ Vertiv เพิ่มขึ้นมาก คำสั่งซื้อที่เกี่ยวกับ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทมี backlog งานระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และ Vertiv ได้ถูกเพิ่มเข้าใน ดัชนี S&P 500 สะท้อนว่าบริษัทกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในเศรษฐกิจ AI

***เทรนด์โลก ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเปลี่ยน

Vertiv มองว่ากระแส AI ทั่วโลกกำลังทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์เปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว เพราะเซิร์ฟเวอร์ AI โดยเฉพาะ GPU รุ่นใหม่ใช้ไฟมหาศาล และสร้างความร้อนมากกว่าระบบ IT แบบเดิมหลายเท่า

ภาวะนี้ทำให้เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานต้องเปลี่ยนตาม เช่น การหันมาใช้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง, ระบบ Liquid Cooling ระบายความร้อนด้วยของเหลว, การออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดกิกะวัตต์ และการใช้ Digital Twin จำลองดาต้าเซ็นเตอร์ก่อนสร้างจริง

ชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์ ผู้อำนวยการ เวอร์ทิฟ ประเทศไทย
ทั้งหมดนี้ Vertiv ชี้ว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางนี้เหมือนกับประเทศอื่นทั่วโลก เพราะ AI กำลังผลักดันการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศอย่างรวดเร็ว โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในไทยตอนนี้คือผู้ให้บริการ Colocation และ Hyperscaler ระดับโลกเริ่มลงทุนมากขึ้น โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เริ่มสร้างจริง ความต้องการ AI จากภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

"ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายเรื่อง เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานค่อนข้างเสถียร, การอนุมัติโครงการทำได้เร็วกว่าในบางประเทศ, มีพื้นที่สำหรับสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Campus ขนาดใหญ่, และที่สำคัญคือ องค์กรไทยเริ่มใช้ AI จริงแล้ว ทำให้มีความต้องการด้านประมวลผล เก็บข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง"

***Vertiv ตั้งเป้าโตในไทย 15–20%


Vertiv ย้ำว่าประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญของ AI Infrastructure บริษัทจึงตั้งเป้าการเติบโตในไทยประมาณ 15–20% ต่อปี โดยจะเน้นโซลูชันหลัก เช่น ระบบพลังงานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์, การจัดการความร้อน และระบบ Liquid Cooling ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ AI rack รุ่นใหม่ที่มีความหนาแน่นสูงมาก

Vertiv ยังมองว่า นโยบายของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI นั้นมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้นสิ่งที่ Vertiv อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่อาจเข้ามาบริหารประเทศได้ก่อนสงกรานต์ 2569 คือการรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย ร่วมกับการสนับสนุนพลังงานสะอาด และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI แบบยาวๆต่อไป.