xs
xsm
sm
md
lg

DKSH เดินหน้า 3 แกนหลัก “Infrastructure – Technology – People” รองรับสังคมสูงวัย – Healthcare ในอนาคต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


 นายกุลชนม์ ยิ่งชัยยะกมล ผู้จัดการทั่วไป แผนก Client Management ฝ่ายธุรกิจ Healthcare Alliance – Medical Device บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด
DKSH เตรียมพร้อม 3 องค์ประกอบหลัก “Infrastructure – Technology – People” มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศให้ครบทั้ง Satellite DC ศูนย์ซ่อมบำรุง ระบบ Automation และบุคลากรที่เชี่ยวชาญ สร้างความแกร่งซัพพลายเชนครบวงจร ภายในปี 2570 เพื่อรองรับยุคถัดไปของ Healthcare ไทย และตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ

นายกุลชนม์ ยิ่งชัยยะกมล ผู้จัดการทั่วไป แผนก Client Management ฝ่ายธุรกิจ Healthcare Alliance – Medical Device บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจ Healthcare ของ DKSH มีการบริหารจัดการแบบ End-to-End Process ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่แค่นำเข้าสินค้าแล้วขาย แต่ดูแลตั้งแต่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือดูแลสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย การขึ้นทะเบียน การบริหารสต๊อก คลังสินค้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงส่งมอบให้โรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยาในรูปแบบ B2B นอกจากนี้ หลังจากส่งมอบแล้ว ยังดูแลเรื่องบริการหลังการขาย การเก็บเคสรีพอร์ต การทดสอบคุณภาพ และประสานงานกับ อย. ทุกขั้นตอนอยู่ในกระบวนการเดียวกัน

“สิ่งที่แตกต่างจากหลายบริษัทคือ เราไม่ได้ทำเฉพาะบางส่วนของห่วงโซ่ แต่เราดูแลครบทั้งระบบ ตั้งแต่การจดทะเบียน สต๊อกสินค้า จัดส่ง ไปจนถึงหลังการใช้งาน”


ขณะที่ ประเทศไทยมีโรงพยาบาลรัฐมากกว่า 700 แห่ง แต่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพระดับ Tertiary กระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลศูนย์ ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามผลักดันให้คนไทยเข้าถึงการรักษามากขึ้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งในอดีตผู้ป่วยต้องเดินทางข้ามอำเภอหรือจังหวัด ใช้เวลาทั้งวัน เสียค่าเดินทาง เสียรายได้

“สิ่งที่เราทำคือช่วยกระจายเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ไปยังโรงพยาบาลขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเข้ากรุงเทพฯ เสมอไป เราเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์กับโรงพยาบาลกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ส่งสินค้า แต่เข้าไปช่วย educate การใช้งาน ช่วยบริหารจัดการสต๊อก และช่วยให้เครื่องมือพร้อมใช้จริง” นายกุลชนม์ กล่าว


๐ ลุย Satellite DC ภายใน 2 ปี


DKSH มีศูนย์กระจายสินค้าหลักในกรุงเทพฯ โดยมีคลังกลางบริเวณพระราม 3 ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าด่วน สามารถส่งสินค้าเร่งด่วนถึงโรงพยาบาลภายในประมาณ 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาครวม 7–8 แห่ง ซึ่งเดิมถ้าต้องส่งของจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดอาจใช้เวลา 7–8 ชั่วโมง แต่เมื่อในพื้นที่มี Satellite Distribution Center ระยะเวลาสามารถลดเหลือประมาณ 1–2 ชั่วโมง และในบางกรณีฉุกเฉิน เช่น ที่เชียงใหม่ สามารถส่งถึงโรงพยาบาลภายใน 45 นาที

สำหรับศูนย์ฯ แต่ละแห่งสามารถรองรับสินค้าได้ประมาณ 10,000–20,000 SKU มูลค่าสต๊อกในแต่ละแห่งอยู่ที่ประมาณ 200–300 ล้านบาท ซึ่งหากโรงพยาบาลต้องสต๊อกเองทั้งหมด เงินจำนวนนี้จะกระจายซ้ำซ้อนทั่วประเทศ และมีความเสี่ยงเรื่องสินค้าหมดอายุหรือบริหารจัดการไม่เต็มประสิทธิภาพ

“สิ่งที่เราทำคือรวมศูนย์การบริหารสต๊อก เพื่อช่วยลดต้นทุนในภาพรวมของประเทศ ลดของเสีย และเพิ่มความพร้อมในภาวะฉุกเฉิน ขณะนี้เรากำลังทยอยยกระดับศูนย์กระจายสินค้าในทุกภูมิภาคให้เป็น Satellite Distribution Center ที่ได้มาตรฐาน ISO โดยตั้งเป้าให้ครบทุกแห่งภายใน 2 ปี”


๐ วางแผนพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์

อีกโครงการสำคัญคือ การพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงภายใน Satellite Distribution Center แนวคิดคือ แทนที่จะเข้าไปซ่อมในพื้นที่โรงพยาบาลซึ่งมีข้อจำกัด จะมีการจัดพื้นที่เฉพาะทางที่มีระบบไฟฟ้า ระบบอากาศ และระบบความปลอดภัยครบตามมาตรฐาน

ยกตัวอย่าง เครื่องผ่าตัดต้อกระจกขนาดใหญ่ หากซ่อมในโรงพยาบาลจะใช้พื้นที่มากและรบกวนการให้บริการ แต่ถ้านำมาซ่อมในศูนย์เฉพาะทาง จะทำงานได้สะดวกและปลอดภัยกว่า อีกกรณีคือเครื่อง Infusion Pump ซึ่งโรงพยาบาลหนึ่งมี 200–300 เครื่อง ต้องสอบเทียบทุก 6 เดือน หากทำในโรงพยาบาลจะไม่มีพื้นที่ แต่ถ้าเราทยอยนำมาซ่อมครั้งละ 50 เครื่อง แล้วส่งกลับ จะช่วยลดภาระโรงพยาบาลได้มาก โดยระยะแรก วางแผนจะเริ่มประมาณ 3–4 แห่ง จากทั้งหมดประมาณ 8 แห่ง และทยอยขยายให้ครบภายใน 2 ปี

๐ Automation & AI รองรับสังคมสูงวัย

สถิติปัจจุบันพบว่าประเทศไทยมีการผ่าตัดต้อกระจกเกือบ 200,000 ดวงตาต่อปี และแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสังคมผู้สูงอายุ ที่ผ่านมา การจัดเตรียมเลนส์ตาสำหรับผ่าตัดเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากเลนส์มีมากกว่า 100 พาวเวอร์ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาคัดเลือก ตรวจสอบ และจัดชุดอุปกรณ์ โดยกระบวนการเดิมใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง

ปัจจุบัน DKSH ได้นำระบบ Automation แบบ Tower เข้ามาใช้ในการจัดเตรียมเลนส์สำหรับการผ่าตัดต้อกระจก โดยกระบวนการทำงานคือการสแกน QR Code จากใบสั่งแพทย์ ระบบจะทำการจัดชุดเลนส์ที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ ทำให้ระยะเวลาลดลงเหลือประมาณ 5 นาที ระบบดังกล่าวช่วยลดความผิดพลาดจากการคัดเลือกเลนส์ และเพิ่มความรวดเร็วในการเตรียมอุปกรณ์ รองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มของสังคมผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดการใช้ AI ในการตรวจสอบชุดผ่าตัดข้อเข่า ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ประมาณ 40–50 ชิ้น ระบบจะช่วยตรวจสอบความครบถ้วนของอุปกรณ์ก่อนส่งมอบ หากมีชิ้นส่วนผิดหรือขาด ระบบจะแจ้งเตือนทันที

“เทคโนโลยี Automation และ AI เหล่านี้ไม่ได้เข้ามาแทนที่บุคลากรทางการแพทย์ แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความรวดเร็ว และรองรับการเติบโตของกลุ่มโรคที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรสูงวัย” นายกุลชนม์ย้ำและเสริมว่า “โมเดลนี้เตรียมขยายไปยัง 3 กลุ่มหลักที่เติบโตตาม Aging Society ได้แก่ 1. กลุ่มโรคตา (เช่น ต้อกระจก) 2. กลุ่มโรคหัวใจ (Stent หลอดเลือดหัวใจ) 3. กลุ่มศัลยกรรมกระดูกและข้อ โดยทั้งสามกลุ่มมีแนวโน้มเติบโตปีละ 10–20% เราเตรียม Capacity รองรับเพิ่ม 150–200%”

 นายกุลชนม์ ยิ่งชัยยะกมล ผู้จัดการทั่วไป แผนก Client Management ฝ่ายธุรกิจ Healthcare Alliance – Medical Device บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด
๐ เตรียม “คน” พร้อมเต็มที่

“สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เรามีทีมงานที่เชี่ยวชาญประมาณ 1,000 คน ครอบคลุม 13 กลุ่มโรคหลัก เช่น หัวใจ ไต กระดูก เบาหวาน ความดัน ฯลฯ และบุคลากรใหม่ต้องผ่านการฝึกอบรม 3–6 เดือนก่อนลงพื้นที่จริง เพราะบทบาทของเราไม่ใช่แค่ส่งสินค้า แต่ต้องส่งต่อความรู้ เทคโนโลยี และวิธีใช้งานที่ถูกต้อง เราให้ความสำคัญมาก ทีม Commercial & Scientific Services ของเราเข้าถึงโรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยากว่า 99% ของประเทศ”

นายกุลชนม์ ทิ้งท้ายว่า “DKSH ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดจำหน่าย แต่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังระบบสาธารณสุขไทย เราลดภาระโรงพยาบาล ลดต้นทุนภาพรวมของประเทศ เพิ่มความรวดเร็วในการรักษา รองรับสังคมสูงวัย รวมทั้ง เตรียมระบบ Automation และ AI เพื่อรองรับอนาคตของ Healthcare ไทยอย่างครบวงจรภายใน 2 ปีข้างหน้า” ./