xs
xsm
sm
md
lg

ชูCore Portfolioฝ่าวิกฤตสงคราม กสิกรฯชี้จังหวะดีทยอยซื้อหุ้นช่วง1,400

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บลจ.กสิกรไทยชู K-WealthPLUS Series พอร์ตหลักรับมือความผันผวนตลาดโลก หลังเหตุสหรัฐฯ-อิหร่านกดดันการลงทุน แต่กองทุนยังสร้างผลตอบแทนบวก คาดAUM ปีนี้แตะ 2 ล้านล้านบาท หลังผลงานดีหนุนความเชื่อมั่นผู้ลงทุนดัน AUM ปีที่ผ่านมาโต 10%ขณะเดียวกันมองหุ้นไทย 1,400 จุดเริ่มน่าสะสม แม้สงครามและราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยเสี่ยงกดเศรษฐกิจและกำไร บจ.

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนจากเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กองทุนในกลุ่ม K-WealthPLUS Series ได้ตอกย้ำบทบาทของการเป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ได้อย่างโดดเด่น สะท้อนถึงความมีเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนที่ช่วยลดความผันผวนและไม่แกว่งตัวตามสภาวะตลาดโลกในลักษณะที่รุนแรง

ทั้งนี้ กองทุน KWPULTIMATE ที่สามารถสร้างผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ได้ประมาณ 1.6% และให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีราว 8.5% สะท้อนให้เห็นว่าพอร์ตสามารถดูดซับแรงกระแทกและรักษาความต่อเนื่องของผลลัพธ์ได้ดี แม้ในช่วงที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง (ที่มา: Morningstar ณ วันที่ 3 มี.ค. 69) 
“กองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series ยังคงสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี AUM เพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 84,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 126% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อแนวทางการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมและการมุ่งสร้างผลลัพธ์ระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ ” นายวินกล่าว่า

ชี้สงครามจำกัดวง จับตาอิหร่านจนมุม

นายวินกล่าวอีกว่า ในมุมมองปัจจุบันต่อสถานการณ์อิหร่านและสหรัฐ เรามองว่าความขัดแย้งน่าจะยังถูกจำกัดอยู่ในตะวันออกกลาง ท่าทีของสหรัฐร่วมกับอิสราเอล รวมถึงอังกฤษ ดูแข็งแกร่งกว่า ขณะที่อิหร่านแม้จะมีพันธมิตร แต่ไม่ได้มีฐานกำลังในพื้นที่มากเท่าฝั่งสหรัฐ

ดังนั้นหากปะทะกันตรง ๆ อิหร่านก็น่าจะเสียเปรียบ แต่ถ้าสหรัฐใช้ทรัพยากรมากเกินไป ก็อาจประกาศชัยชนะเชิงสัญลักษณ์แล้วถอยออกมาก่อน ทำให้มุมมองฐานของเราคือ ความขัดแย้งยังอยู่ในวงจำกัด ยังไม่ลุกลามมากนัก แม้ต้องระวังกรณีที่อิหร่านจนมุมแล้วตอบโต้แบบคาดไม่ถึง

พอร์ตของเราจึงยังให้น้ำหนักกับหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก global demand โดยเฉพาะธีมเทคโนโลยี AI และ supply chain ที่ยังมี earning growth ชัดเจน ขณะเดียวกัน ตราสารหนี้ยังทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกจากความผันผวน แต่ต้องเป็นตราสารหนี้คุณภาพสูง ระดับ global AA ขึ้นไป เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง

นายวินกล่าวต่อไปว่า ในปีนี้บริษัทเน้นการสร้างผลการดำเนินงานที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน โดยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการรวมAUMน่าจะเติบโตได้ในระดับ 2 ล้านล้านบาทหากมีการเติบโตในลักษณะเดียวกับปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้บลจ.กสิกรไทย มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการรวมในปี2568 อยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 10% ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมกองทุนที่มีการเติบโตที่ประมาณ7%
โดยการเติบโตในปีที่ผ่านจะแบ่งเป็นธุรกิจกองทุนรวม 1.46 ล้านล้านบาท ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2.64 แสนล้านบาท และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล 1.75 แสนล้านบาท พร้อมทั้งยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมกองทุนรวมนอกจากนี้ ณ สิ้นปีดังกล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีมีจำนวนผู้ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลทั้ง App K-PLUS และ K-My Funds มีสัดส่วนสูงถึง 87% ของผู้ลงทุนทั้งหมด และสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ในทุกช่องทางรวมกว่า 153,000 ราย (ที่มา: บลจ.กสิกรไทย และ AIMC ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68) 
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการาปรับกลยุทธ์ใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้ลงทุนในรูปแบบที่น่าสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน หรือตราสารหนี้โลกและ trust ที่ลูกค้ามอบให้เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ตามความต้องการของนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มกองทุน K-WealthPLUS Seriesจากความร่วมกับ JP Morgan ทั้ง 4 กองทุน ไล่ระดับความเสี่ยงจากต่ำไปสูง ซึ่งมีผลตอบแทนอยู่ในช่วงประมาณ 4-7%

“ถ้าจะให้เทียบกับค่าเฉลี่ยของคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันตามการวัดของ Morningstar พบว่าเราทำได้ดีกว่าคู่แข่งทุกกอง เช่น กองLight เราได้ 4.17% ขณะที่คู่แข่งเฉลี่ย 2.93% ชนะประมาณ 1% กองBalance ก็ชนะประมาณ 1% กองSpeed Up ชนะประมาณ 2% ส่วน Ultimate ซึ่งเราตั้งใจมาก ทำได้ 7.46% ขณะที่คู่แข่งเฉลี่ยติดลบ 3.5%”นายวินกล่าว

ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ได้ต่อยอดโอกาสการสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ต่างประเทศให้กับกลุ่มลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยขยายแผนการลงทุนในกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series ให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เลือกลงทุนทั้งแบบรายกองทุน และแบบ Life Path Solution ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกสามารถวางแผนการลงทุนเพื่อวัยเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดภาวะการตัดสินใจในการปรับพอร์ตด้วยตนเอง พร้อมบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับช่วงอายุและระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณ เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณอย่างยั่งยืน

สงครามกดกำไรบจ.ไม่เกิน 5% มองหุ้นไทย 1,400 จุดทยอยเข้าสะสมได้

นายวิน กล่าวอีกว่า แนวโน้มการปรับประมาณการณ์อาจจะต้องรอดูความยืดเยื้อของสงครามระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯกับอิหร่าน และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้มีความคาดหวังว่าจะโตถึง 3% ทำให้หุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปแตะที่ระดับ1,500 อย่างไรก็ตามปัจจัยดังกล่าวได้สะท้อนความหวังระดับนั้นไปพอสมควรแล้ว ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ยังติดข้อจำกัดเรื่องวินัยการคลัง และดอกเบี้ยนโยบายก็อยู่ในระดับต่ำ ทำให้นโยบายกระตุ้นเต็มรูปแบบทำได้ยาก

นอกจากนี้ภายหลังเกิดเหตุสงครามในตะวันออกกลางทำให้น้ำมันเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวล ให้แก่นักลงทุน โดยถึงแม้ ราคาน้ำมันจะไม่ขึ้นถึง 120 ดอลลาร์ แต่หากยืนอยู่แถว 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลานาน ก็จะทำให้เงินเฟ้อกลับมากดดันกำลังซื้อและนโยบายเศรษฐกิจได้ จึงทำให้การหวัง GDP โต 3% กลับกลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย

ในแง่ประมาณการตลาด เรามอง downside ต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนจากสถานการณ์อิหร่านในกรณี base case ไม่น่ามาก อาจกระทบกำไรไม่เกิน 5% โดยเรามอง EPS ปีนี้อยู่ที่ราว 90 บาท ขณะที่ consensus อยู่ราว 95 บาท เราจึงค่อนข้าง เพื่อเผื่อความไม่แน่นอนจากสงครามไว้แล้ว
แม้มี downside แต่ตลาด SET ก็ปรับลงมามากกว่าหลายตลาด ทั้งที่ไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง จึงมองว่า หุ้นไทยที่ระดับ 1400 เป็นจุดน่าสนใจทยอยเข้าลงทุนได้ เพราะยังมีปัจจัยบวกภายในจากการจัดตั้งรัฐบาลตามมา

ตอนนี้น้ำหนักหุ้นไทยยังไม่ถึง 1% และเรามีมุมมองที่ดีต่อตลาด หุ้นไทยมากขึ้นในปีนี้ และเตรียมที่จะค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนไปถึงระดับ5% โดยมองว่าระดับประมาณ 1,400 จุด เป็นจุดที่น่าสะสม หากมีการปรับฐานลงมาอย่างไรก็ตาม เรายังมองหุ้นไทยในกรอบของ big cap และหุ้นปันผลสูงเป็นหลัก เพราะแม้จะมีรัฐบาลใหม่ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ได้โตแบบเร่งแรงมากนัก โดยคาดว่า GDP ปีนี้ไม่น่าเกิน 2% ปีหน้าก็ใกล้เคียงกัน

ส่วนเงินทุนต่างชาติ เรายังมองว่ามีโอกาสไหลเข้า แต่ไม่ใช่เพราะไทยโดดเด่นลำพัง หากเป็น flow ที่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ไทยก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย กลุ่มที่เป็นเป้าหมายหลักน่าจะเป็น big cap โดยเฉพาะพลังงาน utilities และบางส่วนของกลุ่มพาณิชย์เรายังชอบหุ้น big cap ปันผลสูง เพราะเวลาตลาดขึ้น big cap พาตลาดขึ้นได้ และเวลาตลาดลงแรง หุ้นปันผลสูงก็มักลงน้อยกว่า ทำให้พอร์ตผันผวนน้อยกว่า