GPSC มั่นใจรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ลดแรงกดดันต้นทุนด้วยโครงสร้างรายได้แบบ Pass-through เดินหน้า EBITDA Uplift ต่อเนื่อง พร้อมบริหารความเสี่ยง ดันผลประกอบการโตต่อเนื่องและฐานะการเงินแกร่ง
นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าส่วนใหญ่รองรับการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงได้ตามกลไกที่กำหนด ควบคู่กับการบริหารวัตถุดิบคงคลังและการทำประกันความเสี่ยง (Hedging) อย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพการดำเนินงานและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงาน พร้อมย้ำความพร้อมในการบริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่อง เพื่อสนับสนุนความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้แผนการดำเนินธุรกิจในปี2569 บริษัทฯ มีความพร้อมในการบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ สะท้อนได้จากฐานะการเงินและกระแสเงินสดในปัจจุบัน ยังคงแข็งแกร่ง และมีศักยภาพการบริหารจัดการและความมั่นคงของพอร์ตธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมตลาดพลังงานที่ผันผวน โดย GPSC เดินหน้าโครงการ EBITDA Uplift อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบ ช่วยเสริมความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้ถือหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้างรายได้ในปัจจุบันกว่า 70% สามารถส่งผ่านต้นทุน (Pass-through) ได้ตามกลไกของสัญญา โดยช่วยลดความผันผวนจากต้นทุนเชื้อเพลิงและผลกระทบจากปัจจัยภายนอก พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดกระแสเงินสด เพื่อการพัฒนาธุรกิจให้เกิดความต่อเนื่องมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ลักษณะดังกล่าวในระยะถัดไป เพื่อยกระดับความมั่นคงของฐานรายได้และลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของผลการดำเนินงานโดยรวม
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีสัญญาณบวกจากแนวโน้มต้นทุนทางการเงิน (Cost of debt) ที่ลดลงจากการบริหารโครงสร้างหนี้เชิงรุก สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาดอกเบี้ยจ่ายและหนุนกำไรสุทธิในปี 2569
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมี Upside จากผลประกอบการบริษัทร่วมฝั่งต่างประเทศและพลังงานหมุนเวียนที่ปรับดีขึ้น โดยมีกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าใน ปี 2568 ที่ 1,389 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนพอร์ตการลงทุนที่กระจายตัว (Diversification) ดีขึ้น และช่วยเสริมความมั่นคงของผลประกอบการในภาพรวม รวมถึงลดผลกระทบของความผันผวนต่อต้นทุนเชื้อเพลิง