xs
xsm
sm
md
lg

“วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ” บททดสอบสำคัญ“สินทรัพย์หลบภัย”บิตคอยน์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


สงครามอิหร่านทำให้นักลงทุนหันมาจับตาบทบาทสินทรัพย์หลบภัยของบิตคอยน์อีกครั้ง
หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CoinShares ชี้ความผันผวนในตลาดโลกจากสงครามอิหร่านจะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับบทบาทสินทรัพย์หลบภัยของบิตคอยน์

เจมส์ บัตเตอร์ฟิลล์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CoinShares ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดอาจกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาทบทวนตำแหน่งสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบการเงินโลกใหม่

รายงานจากคริปโตนิวส์ระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนในตลาดจับตาผลกระทบจากการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการรวมหัวกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้บทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลถูกจับตามองอีกครั้ง

โฟกัสหลักของวิกฤตนี้อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อซัปพลายพลังงานโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 21% ของปริมาณที่ซื้อขายในตลาดโลกในแต่ละวัน ดังนั้น การชะงักงันในภูมิภาคนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบร้ายแรงไม่เฉพาะต่อตะวันออกกลาง แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจโลกด้วย

บัตเตอร์ฟิลล์ระบุว่า การยกเลิกการประกันภัยทางทะเลในตะวันออกกลาง และการเพิ่มขึ้นของการเดินเรือบรรทุกน้ำมันที่สังเกตได้บ่งชี้ว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่คำขู่ แต่ตลาดกำลังเริ่มปรับตำแหน่งตามความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนั้น การที่มีตัวละครอย่างฮิซบอลเลาะห์และฮูตีเพิ่มเข้ามายังเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามกว่าเดิม

ระหว่างที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดีดขึ้น 13% โดยประมาณ ส่วนราคาทองคำกลับปรับตัวลดลง 1.8% กระนั้น บัตเตอร์ฟิลล์ชี้ว่า ความเคลื่อนไหวที่น่าสังเกตที่สุดเกิดขึ้นกับบิตคอยน์

ที่ผ่านมา บิตคอยน์ซึ่งเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถซื้อขายในช่วงสุดสัปดาห์ มักรับบท “เข็มขัดนิรภัย” ระหว่างเกิดวิกฤตการณ์คล้ายกันนี้ ด้วยการรองรับแรงขายในช่วงที่นักลงทุนต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ทว่า ครั้งนี้ภาพกลับแตกต่างจากเดิม ราคาบิตคอยน์ดีดขึ้นขณะที่สถานการณ์โลกไร้ความแน่นอนมากขึ้น ซึ่งบัตเตอร์ฟิลล์ตีความว่า แทนที่จะตื่นตระหนกและเทขายบิตคอยน์ นักลงทุนกลับลงทุนในคริปโตสกุลนี้เพิ่มขึ้น

เขายังมองว่า ความสามารถในการรับมือความผันผวนของบิตคอยน์เชื่อมโยงกับจังหวะเวลาของวิกฤต โดยมีการประเมินว่า ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนกลุ่มใหญ่ขายบิตคอยน์รวมกันราว 30,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อซัปพลายในตลาด และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ดัชนีทางเทคนิคหลายตัว อาทิ MVRV (ตัวชี้วัดว่า เหรียญคริปโต ณ ขณะนั้นถูกหรือแพงเกินไปเมื่อเทียบกับต้นทุนจริงของนักลงทุน) ยังปรับตัวลงมาใกล้ระดับต่ำสุดเช่นเดียวกัน

บัตเตอร์ฟิลล์อธิบายว่า พัฒนาการเหล่านั้นบ่งชี้ว่า บิตคอยน์ปรับฐานเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้วก่อนที่สถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อตลาด

ข้อมูลสำคัญที่สุดที่ช่วยยืนยันพฤติกรรมของตลาดคือ กระแสการไหลของเงินทุน ก่อนหน้านี้เงินทุนไหลออกจาก Bitcoin ETF 5 สัปดาห์ติดกันรวมมูลค่า 4,300 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่แล้ว สถานการณ์พลิกกลับ โดยมีเงินทุนไหลเข้า ETF ราว 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 500 ล้านดอลลาร์ในวันจันทร์ (2 มี.ค.) สะท้อนว่า นักลงทุนไม่ได้หนีออกจากตลาด แต่กลับไปลงทุนในบิตคอยน์ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไร้ความแน่นอนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมหภาคยังคงซับซ้อน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของอเมริกาล่าสุดที่ประกาศเมื่อวันศุกร์ (27 ก.พ.) อยู่ที่ 0.5% สูงกว่าตัวเลขที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.8%

ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางบ่งชี้ว่า ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นอาจเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป โดยความน่าจะเป็นที่จะมีการลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ซึ่งสะท้อนจากราคาซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ส ลดลงต่ำกว่า 50%

บัตเตอร์ฟิลล์บอกว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แนวโน้มระยะสั้นของบิตคอยน์ซับซ้อน เนื่องจากในภาวะที่ดอกเบี้ยสูงอาจลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อความตึงเครียดระหว่างภาวะเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยราคาพลังงานกับความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางยังคงดำเนินอยู่ ความน่าสนใจของสินทรัพย์หายากและไม่ได้อยู่ใต้อำนาจรัฐอย่างบิตคอยน์อาจเพิ่มขึ้น

เขายังบอกว่า การชะงักงันในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอาจทำให้ผลกระทบต่อระบบการเงินโลกขยายวงกว้างขึ้น สถานการณ์ เช่น ราคาพลังงานพุ่งทะยาน ห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน และแรงกดดันต่อดุลการคลังของประเทศผู้นำเข้าพลังงานอาจบ่อนทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานการเงินโลก ซึ่งมีการมองว่า คุณสมบัติพื้นฐานบางอย่างของบิตคอยน์อาจโดดเด่นมากขึ้นในสถานการณ์เหล่านี้

หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CoinShares ยกตัวอย่างการอายัดเงินสำรองของแบงก์ชาติรัสเซียมูลค่าราว 300,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนว่า ความเสี่ยงในระบบการเงินโลกอาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุน

จากข้อมูลของ CoinShares การปรับฐานและความเสี่ยงขาลงที่จำกัดของบิตคอยน์อาจคงอยู่ต่อไปในระยะสั้น กระนั้น ควรจับตาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาด โดยพัฒนาการในช่วงนี้ เช่น การกลับสู่ระดับปกติของอัตราเลเวอเรจ การลดลงของแรงขายจากนักลงทุนรายใหญ่ การทรงตัวของตัวชี้วัดด้านมูลค่า และกระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ล้วนบ่งชี้ว่า บิตคอยน์กำลังมีพฤติกรรมคล้ายสินทรัพย์หลบภัยที่เติบโตเต็มที่มากขึ้นเรื่อยๆ

บัตเตอร์ฟิลล์ทิ้งท้ายว่า วิกฤตอิหร่านไม่ได้พิสูจน์ทฤษฎีสินทรัพย์หลบภัยของบิตคอยน์ แต่ถือเป็นบททดสอบในโลกจริงที่เข้มข้นที่สุดในรอบนี้ ซึ่งพฤติกรรมของตลาดในช่วงต้นสัปดาห์บ่งชี้ว่า บิตคอยน์ผ่านบททดสอบแล้วสำหรับตอนนี้