ไทยเครดิตเปิดแผยปี 69 ตั้งเป้าสินเชื่อโตเลขสองหลัก-ROEที่ 16-20%-NPLไม่เกิน 2.5% พร้อมดูแลคุณภาพหนี้เข้มงวด และเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking รองรับการขยายธุรกิจในอนาคตคาดเสร็จสิ้นในต้นปีหน้า
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จํากัด (มหาชน)(CREDIT)เปิดเผยว่า ในปี2569 ธนาคารไทยเครดิตยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยตั้งเป้าขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อหลักในอัตราเลขสองหลัก (Double Digit)
อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ(NPL)ไม่สูงกว่า 2.5% อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบียสุทธิ(NIM) 7.5-8.0% Cost to income ratio ที่ 42-44% และอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น(ROE)ที่ 16-20% ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด ภายใต้เสาหลักยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางผ่าน พร้อมเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking เพื่อเสริมศักยภาพให้กลุ่มลูกค้ารายย่อย พร้อมตั้งรับกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน
"เราเชื่อว่าด้วยแรงหนุนจากโครงการรัฐ อาทิ Quick Big Win และ SME Credit Boost ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายเลขสองหลัก ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว อีกทั้งเรามองว่าดีมานด์ของกลุ่มลูกค้าเรายังมี แต่ด้วยสถานการณ์ต่างๆที่เกิดความไม่แน่นอนก็ต้องบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ SMEsอย่างรัดกุมไว้ก่อน รวมถึงติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย ซึ่งจากเมื่อปีก่อนที่มีโครงการช่วยเหลือลูกค้า รวมถึงเราได้ติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดเมื่อเกิดปัญหาก็สามารถดูแลได้ทันท่วงทีทำให้ Credit Cost ลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ 1.83% จากปีก่อนหน้าที่ 2.65% แต่อย่างไรก็ตาม ธนาคารก็ยังมีการกันสำรองเพิ่มเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคตอยู่"
ทั้งนี้ หัวใจสําคัญในการลงทุน ปี2569 ของธนาคารไทยเครดิต ขับเคลื่อนผ่าน 2 แกนหลักได้แก่ เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” ในช่วงไตรมาส 1/2569 เพื่อต่อยอดความสําเร็จจากการ ย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยกระดับระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร หรือ “Core Banking” สู่ “Full Digital Banking Platform”อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความแม่นยําในการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงลึกและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆและปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
"การวางการวางระบบ Core Bankng ใหม่สู่ 'Full Digital'นั้น ไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่ทำระหว่างกันจะผ่านช่องทางดิจิทัลทั้งหมด เรายังคงจำนวนสาขาไว้ระดับเดิมที่ 500 แห่ง แต่จะเป็นการนำเทคโนโลยีมาให้สนับสนุนขั้นตอนต่างๆให้มีความสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ยืดหยุ่นขึ้น และที่สำคัญคือจะเป็นช่วยด้านการลดต้นทุนของธนาคารซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นมากสำหรับการแข่งขันที่สูงขึ้นในอนาคต โดยเราได้เริ่มทำกันมา 2 ปีได้แล้ว ใช้เงินลงทุนโดยรวมประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งโดยหลักๆจะเป็นการนำเงินที่ได้จากการลดค่าใช้จ่ายนำมาสมทบ คาดว่าน่าจะเสร็จในต้นปีหน้า ขณะที่แผนการยกระดับธนาคารเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางใน 5 ปีหลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น ก็ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยประมาณการพอร์ตสินเชื่อที่จะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 3 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่1.8 แสนล้านบาท"
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของธนาคารในปี 2568 มีกําไรสุทธิรวม 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% โดยที่ยังรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(ROE) ในระดับสูงที่ 16.3% ซึ่งโดดเด่นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทย ขณะเดียวกันเงินให้สินเชื่อรวมเติบโตสูง 181.9 พันล้านบาท เติบโต 11.5% YoY และยังรักษาระดับอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบียสุทธิ(NIM) ได้แข็งแกร่งที่ระดับ 7.7% แม้เผชิญสถานการณ์ในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบียนโยบาย
ด้าน NPL ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.4% ในปีก่อน และด้านคุณภาพสินทรัพย์(Credit Cost) ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ 22.3% YoY มาอยู่ที่ระดับ 1.83% สะท้อนถึงวินัยในการบริหารพอร์ตสินเชื่อและการควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนความสําเร็จในการบริหารจัดการดังกล่าว เกิดจากรากฐานที่มั่นคงจากโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่มีการกระจายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีฐานลูกค้ารวมกว่า 305,928 รายครอบคลุมกลุมลูกค้าหลักอย่าง Micro SME และ Nano/Micro Finance ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนผ่านโครงการ “ตังค์โต Know-how” ซึ่งเป็นเครื่องมือสําคัญในการส่งเสริมทักษะทางการเงินแก่ลูกค้าและประชาชนต่อเนื่องกว่า 9 ปี โดยขยายผลสู่ผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 308,782 คน ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ