วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ จุดชนวนหายนะ "Black Swan" ถล่มตลาดทุนทั่วโลก ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เจอแรงเทขายหนักจนต้องงัดมาตรการ "เซอร์กิตเบรกเกอร์" หยุดการซื้อขายฉุกเฉิน หลังดัชนีดิ่งเหวกว่า 10% ด้านตลาดหุ้นไทยไม่รอด อาการสาหัสร่วงระนาว 7.8% รับแรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะยาน ขณะที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประกาศกร้าวพร้อมรบยืดเยื้อ ดันวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้เทียบชั้นวิกฤตน้ำมันปี 2516
ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ภาวะโกลาหลขั้นสุด เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนฉุดรั้งความเชื่อมั่นนักลงทุน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เทขายสินทรัพย์เสี่ยงครั้งมโหฬาร (Global Exodus) โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง
ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ต้องประกาศระงับการซื้อขายชั่วคราว (Trading Halt) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ภายหลังจากดัชนีหลักอย่าง KOSPI และ KOSDAQ ปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรงกว่า 10% ในช่วงการซื้อขายภาคเช้า การเทขายอย่างตื่นตระหนกในครั้งนี้ ส่งผลให้กลไก เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ทำงานทันที ซึ่งถือเป็นสถิติการซื้อขายที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567
ผลกระทบจากไฟสงครามได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาค ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดตลาดด้วยตัวเลขแดงเดือด โดยดัชนี Nikkei และ Topix ปรับตัวลดลงเกือบ 4% ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงร่วงลง 3% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนปรับลดลง 1.3%
คาซูอากิ ชิมาดะ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์จาก IwaiCosmo Securities วิเคราะห์เจาะลึกกับ CNA ว่า "นักลงทุนกำลังเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิด โดยเฉพาะ Nikkei และ KOSPI ที่เคยทำผลงานได้ดีกว่าดัชนีอื่นๆ ในช่วงก่อนหน้านี้ กลายเป็นเป้าหมายหลักในการถูกถล่มขายเพื่อล็อกกำไรและถือเงินสด"
ด้าน จิม เบียนโก ซีอีโอของ Bianco Research ชี้ให้เห็นถึงจุดเปราะบางสำคัญว่า "เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันถึง 94% ของความต้องการในประเทศ และ 75% ของจำนวนนั้นมาจากตะวันออกกลาง จึงไม่แปลกใจเลยที่นักลงทุนจะเกิดอาการตื่นตระหนก (Panic) จนเทขายอย่างไม่คิดชีวิต"
ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้ โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรับตัวดิ่งลง -117.52 จุดหรือกว่า -8.01% ในการซื้อขายภาคเช้าวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพทางพลังงานและเศรษฐกิจ
ทรัมป์ ลั่นพร้อมรบ "ตลอดกาล"
สถานการณ์ความตึงเครียดยิ่งทวีความร้อนแรง เมื่อรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยผ่าน Fox News ว่า การโจมตีอิหร่านกำลังยกระดับความเข้มข้นขึ้น โดยสหรัฐฯ ได้พุ่งเป้าโจมตีที่ประชุมระดับสูงของผู้นำอิหร่านในขณะที่กำลังหารือเรื่องการสืบทอดอำนาจ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันเส้นเลือดใหญ่ของโลก ภายหลังจากอิหร่านขู่โจมตีเรือขนส่งน้ำมันและเรือสินค้าที่สัญจรผ่านน่านน้ำดังกล่าว
"หากมีความจำเป็น กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเร็วที่สุด" โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social
นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังได้กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาด้วยถ้อยคำที่แข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ มี "คลังอาวุธที่แทบจะไร้ขีดจำกัด" และสงครามสามารถ "ต่อสู้กันไปได้ตลอดกาล"
คำประกาศสงครามที่ชัดเจนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง ข้อมูลจาก OilPrice ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้น 14% แตะระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบ WTI กระโดดขึ้น 12% สู่ระดับ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับตั้งแต่ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
สัญญาณเตือนภัย "Black Swan"
ซองฮุน ลี นักวิจัยด้านคริปโต ได้นิยามเหตุการณ์นี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ "Black Swan" หรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงแต่ส่งผลกระทบรุนแรงมหาศาล เขาอธิบายว่า การหยุดซื้อขายในเกาหลีใต้เกิดขึ้นเพราะ "ระบบไม่สามารถรองรับแรงเทขายที่รวดเร็วและรุนแรงขนาดนี้ได้ทัน" พร้อมชี้ให้เห็นว่า มูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกกว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ระเหยหายไปภายในเวลาเพียง 4 วัน
"นี่ไม่ใช่แค่สงครามธรรมดา แต่นี่คือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2516" ลี กล่าวเปรียบเทียบกับวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ที่เคยทำให้ตลาดหุ้นพังพินาศยาวนานถึง 2 ปี
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโต ซึ่งในปีนี้ปรับตัวร่วงลงมาแล้วกว่า 21% กลับมีปฏิกิริยาที่นิ่งกว่าคาด โดยมูลค่าตลาดรวมลดลงเพียง 0.5% ในระหว่างวัน อยู่ที่ระดับ 2.39 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก CoinGecko ซึ่งอาจสะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากตลาดทุนแบบดั้งเดิมท่ามกลางวิกฤตสงคราม