xs
xsm
sm
md
lg

กกร.ชี้ราคาพลังงาน-ค่าเฟสเรือพุ่ง1-3เดือนข้างหน้า แนะรัฐพลิกสถานการณ์เร่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กกร.ชี้ความขัดแย้งตะวันออกกลางดันราคาพลังงานตลาดล่วงหน้าพุ่งทั้งน้ำมันดิบ-LNGใน 1-3เดือนข้างหน้า และค่าขนส่งสินค้าทางเรือดีดขึ้น ชี้ไทยมีสำรองน้ำมันอยู่60วัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงจนทำให้ราคาน้ำมันดิบแตะ 100-125เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อGDP 0.1%พร้อมแนะรัฐพลิกสถานการณ์สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนที่เพิ่มยันไทยมีความเป็นกลางไม่เลือกข้าง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสสมาคมธนาคารไทย ร่วมในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานส.อ.ท.และประธานกกร. กล่าวว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า และยังส่งผลกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือและการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก ในเบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0%

สงครามอิหร่านแตกต่างจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ช่วงนั้นราคาน้ำมันดิบดีดขึ้นอย่างรวดเร็วแตะ100เหรียญสหรัฐและพุ่งไปแตะ 150เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเนื่องจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอลปริมาณการผลิตน้ำมันดิบโลกเกินความต้องการใช้และเศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้ความต้องการใช้น้ำมันโตต่ำแต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงขวายวงกว้างจนราคาน้ำมันวิ่งไปอยู่ที่กรอบ 100-125เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลจะส่งผลกระทบต่อGDP 0.1%

โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา กกร.ได้ร่วมประชุมหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและภาครัฐแต่ละหน่วยงานเพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น

โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ กกร. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ และช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปริมาณสำรองน้ำมันของไทยที่อยู่ระดับ 60 วัน และมีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติม จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด


นายเกรียงไกร กล่าวว่าประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. พบว่าส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบริษัทของสหรัฐที่ตั้งฐานการผลิตในไทย

อย่างไรก็ดี กกร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีความเป็นกลาง ไม่เลือกข้างโดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง "Reinvent Thailand"

อย่าวไรก็ดี กกร.คงคาดการณ์ตามกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ว่า GDP 1.6 ถึง 2.0 %ส่งออก -1.5 ถึง -0.5% เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7%