xs
xsm
sm
md
lg

หุ้นดิ่งร่วงร้อยจุดเสี่ยงดิ่งยาว โบรกสั่งลดพอร์ต-กำเงินสดสู้สงคราม หาช่องเก็บหุ้นพลังงาน-commodity

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ตลาดหุ้นไทยเผชิญภาวะ Panic Sell อย่างหนักในภาคเช้า ดิ่งลงกว่า 100 จุด หรือกว่า 7% เกือบแตะระดับ Circuit Breaker หลังได้รับแรงกดดันจากความกังวลสงครามในตะวันออกกลางที่ส่อแววบานปลายและราคาน้ำมันพุ่งสูง โดยมีหุ้นบิ๊กแคปอย่าง DELTA, GULF และ AOT นำดิ่งทั้งกระดาน ด้านโบรกเกอร์ประสานเสียงแนะนักลงทุนปรับกลยุทธ์เน้นถือเงินสด 30-50% เพื่อลดความเสี่ยง พร้อมจับตาแนวรับสำคัญที่ 1,350 จุด หากรับไม่อยู่มีสิทธิ์ไหลลงลึกถึง 1,300 จุด ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ยังพอเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นได้


นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ร่วงราว 100 จุด (-กว่า 7%) กดดันจาก DELTA 35 จุด, GULF 7 จุด, AOT 5 จุด, PTT 4 จุด และ ADANCE-TRUE รวม 5 จุด นอกนั้นกระจายตัวลงทั้งตลาด โดยหุ้นขึ้นสวนจะมี BANPU-LANNA (ถ่านหิน) เป็นหลัก รวมทั้ง SEAOIL

ปัจจัยกดดันหลักจากแรงขายหนีภาวะความเสี่ยงสงครามบานปลาย และกังวลน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะเพิ่มต้นทุนของหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มประเทศนำเข้าน้ำมัน ทั้งนี้ การปรับตัวลงเป็นทิศทางเดียวกับภูมิภาค ซึ่งวันนี้ เกาหลีใต้ลงแรงสุด -11% ตามมาด้วยไทย -7.5% ญี่ปุ่น -3.9% อินโดฯ -3.6% ไต้หวัน -3.5%

SET หลุดแนวรับจิตวิทยา 1,380-1,400 จุดแล้ว ทำให้เสีย Momentum ขาขึ้น แต่เกิดจากเหตุการณ์พิเศษ ซึ่งขึ้นอยู่กับการคลี่คลายของสถานการณ์ โดยจากสถิติช่วงสงครามที่ผ่านๆ มา ที่มีความต่อเนื่องช่วงผันผวนจะอยู่ราว 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ แนวรับถัดไปหากหลุด 1,350 จุด (ค่าเฉลี่ย 75 วัน) อาจถูกแรงขายตัดขาดทุนต่อไปแนวรับใหม่ 1,300 จุด

ในทางตรงข้าม หากแรงซื้อกลับเข้ามาก็ยังมองว่าการรีบาวด์ไปแค่ระดับเปิดของวันนี้ คือแถว 1,400 จุด (ยังไม่ปิด Gap ที่ลง) เท่ากับการแกว่งตัวจะกว้างถึงระดับ 14,00-1,350/1,300 จุด ในช่วง 1-2 วันนี้ที่ผันผวนกว่าปกติ

ประเด็นสงครามในตะวันออกกลางยังร้อนแรง และขยับเพดานได้ หลังเห็นหลาย ๆ ประเทศส่งสัญญาณเพิ่มเติมออกมา เช่น จีนเมื่อวันก่อน ทำให้ตลาดโลกเพิ่มความผันผวนได้อยู่ (หุ้นสหรัฐฯ ยังผันผวนน้อย เทียบในภูมิภาคนี้) ซึ่งหากอิงจาก VIX Index ปัจจุบันอยู่ราว 23.5 จุด ยังต่ำกว่าเหตุการณ์ผิดปกติอื่นๆ ที่จะขึ้นไป Peak ระดับ 50 จุดขึ้นไป แล้วค่อยจบ

ดังนั้น ภาพตอนนี้อาจพออนุมานได้ว่าสถานการณ์ยังไม่เข้าจุดไคลแมกซ์ จึงแนะนำให้เทรดอย่างระมัดระวัง ลดพอร์ตเหลือเงินสด 30-50% เก็บไว้รอเล่นรีบาวด์ โดยหุ้นที่เก็งกำไรได้หลักๆ ช่วงนี้ เราแนะนำ Commodities เช่น PTTEP PTT RCL PSL PRM เป็นต้น

ด้าน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า SET Index ปรับลดลงมาถึงโซนที่สามารถเริ่มเสี่ยงได้ หลังจากงมากกว่า 100 จุด ทำให้ลดลงมาจากสูงสุดถึง -12.3% มากกว่าค่าเฉลี่ยเวลาเกิดสงครามที่มักลดลง 10% ทั้งนี้กรณีในอดีตที่ SET ลดลงมากกว่านี้คือระดับ 18-20% ซึ่งเกิดจาก 9-11 (กังวลก่อการร้ายทำอุปสงค์ลด เศรษฐกิจโลกแย่) และสงครามอ่าว (ราคาน้ำมันพุ่งสูง 60-80% จนกระทบเศรษฐกิจโลก)

แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะยังไม่ชัดเจนและยังจำเป็นต้องติดตามความยืดเยื้อของสงครามและราคาน้ำมันดิบ แต่สถานการณ์ปัจจุบันยังอยู่ห่างจากความกังวลเศรษฐกิจโลกรุนแรง (แม้มีโอกาสที่สหรัฐฯจะใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือบีบจีนในระยะยาว) อีกทั้งเป็นช่วงเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ทำให้เรามองสหรัฐฯ จะไม่เสี่ยงยกระดับสงครามจนกระทบคะแนนเสียง

นอกจากนี้ตลาดช่วงเช้าคาดผันผวนจากการปรับพอร์ต ทั้งจาก margin call และการบังคับขาย ซึ่งเรามองสถานการณ์ในช่วงนี้จนบ่าย มีโอกาสที่จะทยอยเห็นการฟื้นตัวหลังแรงบังคับขายชะลอตัว โดยคาดกรอบเคลื่อนไหวที่ 1,360-1,420 จุด

การเก็งกำไรเน้นหุ้นใหญ่ที่ปรับลดลงมาเยอะ มีพื้นฐานดี หรือทดสอบแนวรับสำคัญๆ อาทิ BCP, CRC, CPALL, CPAXT, AWC, AOT โดยกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ support หรือประมาณ 5% จากปัจจุบัน

ส่วนบล.ทิสโก้ ระบุว่า การร่วงลงของ SET Index ภาคเช้าแตะจุดต่ำสุดที่ 1353 จุด หรือ -7.74% เกือบได้ใช้มาตรการ Circuit Breaker รอบแรกที่ -8% พักการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที ปัจจุบันเริ่มรีบาวด์เล็กน้อยมาเคลื่อนไหวที่ 1370-80 หรือประมาณ -6%

หุ้นไทยอ่อนแอกว่าคาดหลุดระดับ 1,400 จุดปิด GAP ที่เคยกระโดดขึ้นรับผลการเลือกตั้งในช่วงต้นเดือนที่แล้ว มองภาคบ่ายยังต้องระวังแรงขายลดความเสี่ยงต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน

กลยุทธ์หลัก แนะนำ Wait & See รอความชัดเจนเพื่อประเมินสถานการณ์ลงทุนใหม่ แต่หากรับความเสี่ยงได้สูง อาจเลือกแบ่งสะสมแบบตั้งรับ

กลุ่มพลังงาน - PTTEP, PTT, GULF กลุ่มแบงก์ KTB, TTB กลุ่มสื่อสาร TRUE กลุ่มค้าปลีก CPALL, MRDIY