สมรภูมิตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงเข้าสู่เฟสใหม่ สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อตลาดการเงินทั่วโลก ล่าสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สั่งปิดตลาดหลักทรัพย์หลักสองแห่งรับมือความตื่นตระหนก หลังปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลถล่มเป้าหมายในอิหร่านอย่างหนักหน่วง ขณะที่อิหร่านตอบโต้เดือดจนส่งผลกระทบถึงช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสายเลือดใหญ่ของโลก สถานการณ์ที่ตึงเครียดขีดสุดนี้ฉุดตลาดหุ้นและคริปโตร่วงลงอย่างหนัก ในทางกลับกันได้ผลักดันให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตยืดเยื้ออาจจุดชนวนวิกฤตเงินเฟ้อและซ้ำเติมห่วงโซ่อุปทานโลกให้ชะงักงัน
วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ยกระดับความรุนแรงเข้าสู่เฟสใหม่ และกำลังส่งคลื่นกระแทกสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งตลาดการเงินโลก ล่าสุด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ได้ประกาศมาตรการฉุกเฉินสั่งปิดทำการตลาดหลักทรัพย์หลักสองแห่ง ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี และตลาดการเงินดูไบ ตลอดวันจันทร์และวันอังคารนี้ เพื่อรับมือกับความตื่นตระหนกของนักลงทุน ภายหลังจากที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีหลายจุดทั่วภูมิภาคอ่าวอาหรับ
การปิดตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าวเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับปฏิบัติการทางทหารครั้งมโหฬารของกองกำลังร่วมสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่พุ่งเป้าโจมตีฐานที่มั่นสำคัญหลายแห่งของอิหร่าน โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์เชิงกร้าวร้าวระบุว่า สหรัฐฯ ได้กระทำในสิ่งที่ชาติอื่นไม่สามารถทำได้
ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวอ้างถึงการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน พร้อมระบุว่าประชาชนในอิหร่านกำลังเฉลิมฉลองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ยื่นคำขาดว่า ปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทั้งหมด พร้อมส่งคำเตือนขั้นเด็ดขาดไปยังกองทัพอิหร่านให้วางอาวุธ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในฟากฝั่งของอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการปูพรมโจมตีทั่วภูมิภาค ซึ่งรวมถึงรายงานการโจมตีท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญ ขณะเดียวกัน ผู้เห็นเหตุการณ์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การโจมตีของอิสราเอลได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่บริเวณโรงพยาบาลบนถนนคานธีในกรุงเตหะราน ยิ่งสุมไฟความกังวลว่าสงครามครั้งนี้จะขยายวงกว้างจนยากจะควบคุม
หนึ่งในพัฒนาการของสถานการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกสูงสุดคือ รายงานการชะงักงันในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก โดยปกติแล้ว ในแต่ละวันจะมีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลถูกลำเลียงผ่านช่องแคบที่คับแคบแห่งนี้ หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี โดยเฉพาะจากประเทศกาตาร์ หากเส้นทางเดินเรือหลักแห่งนี้ยังคงถูกปิดล้อมหรือเผชิญกับการหยุดชะงักอย่างรุนแรง ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นในทันทีและลุกลามไปทั่วโลก
ตลาดพลังงานตอบสนองต่อความตึงเครียดนี้อย่างฉับพลัน ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานอย่างรุนแรงทันทีที่เปิดตลาด โดยดีดตัวขึ้นสูงสุดถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงมาทรงตัวในระดับที่เพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ขณะนี้ซื้อขายกันอยู่ที่ระดับประมาณ 72.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
บรรดานักวิเคราะห์ต่างส่งสัญญาณเตือนว่า หากความวุ่นวายยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจทะยานขึ้นไปทดสอบระดับ 100 ถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะผลักดันให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงดันต้นทุนค่าไฟฟ้าในกลุ่มประเทศที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติให้พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย อุตสาหกรรมการบิน บริษัทเดินเรือขนส่ง และภาคการผลิต จะต้องเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งทะยาน ขณะที่ในฝั่งของผู้บริโภค ภาระต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งผ่านในรูปของค่าขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
ในขณะที่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นร่วงระนาว โลหะมีค่ากลับทะยานขึ้นอย่างโดดเด่น ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ภายในชั่วโมงแรกของการซื้อขาย ดันมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นมหาศาลราว 7.5 แสนล้านดอลลาร์ และขณะนี้อยู่ห่างจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพียง 3.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ด้านแร่เงินก็ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน หนุนมูลค่าตลาดพุ่งขึ้นกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนพฤติกรรมดั้งเดิมของนักลงทุนที่มักจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและโยกย้ายเม็ดเงินเข้าหลบภัยในสินทรัพย์มั่นคงอย่างทองคำในช่วงวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์
เมื่อตลาดหุ้นยูเออีปิดทำการ สายตาของนักลงทุนจึงจับจ้องไปที่ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณปรับตัวลดลง โดยดัชนีแนสแด็ก ร่วงลงประมาณ 0.67 เปอร์เซ็นต์ และดัชนีรัสเซล 2000 ปรับตัวลดลงราว 1 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปก็กำลังเตรียมรับมือกับความผันผวนอย่างหนักเช่นกัน การตัดสินใจระงับการซื้อขายของยูเออีในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อสกัดกั้นภาวะตื่นตระหนกเทขาย และรักษาเสถียรภาพทางการเงินท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนขั้นสุด
ในทางตรงกันข้ามกับตลาดหุ้น ตลาดคริปโตกลับแสดงปฏิกิริยาที่แตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ บิทคอยน์ สามารถดีดตัวกลับขึ้นไปทดสอบกรอบ 66,000 ถึง 67,000 ดอลลาร์ได้สำเร็จ แม้ว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะร่วงลงก็ตาม ปรากฏการณ์นี้บ่งชี้ว่านักลงทุนบางกลุ่มกำลังใช้ บิทคอยน์ เป็นเครื่องมือเก็งกำไรเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่มั่นคง แม้ว่าความเคลื่อนไหวของราคาจะยังคงมีความผันผวนสูงก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เหรียญทางเลือก หรือ อัลต์คอยน์ กลับเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อีเธอเรียม ร่วงลงประมาณ 2.45 เปอร์เซ็นต์ ลงมาแตะระดับ 1,970 ดอลลาร์ ขณะที่ เอ็กซ์อาร์พี ดิ่งลงกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 1.37 ดอลลาร์ ทางด้าน โซลานา ร่วงแรงเกือบ 4 เปอร์เซ็นต์ ลงมาซื้อขายใกล้ระดับ 84 ดอลลาร์ ส่วน คาร์ดาโน และ โดจคอยน์ ก็ปรับตัวลดลงในสัดส่วนราว 3 เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน
ที่น่าจับตาคือ ตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าอย่าง โพลีมาร์เก็ต มีปริมาณการซื้อขายทะลักเข้ามากว่า 529 ล้านดอลลาร์ในสัญญาที่ผูกโยงกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้กลายเป็นหนึ่งในตลาดคาดการณ์สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีเม็ดเงินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแพลตฟอร์ม
นอกเหนือจากแรงกระเพื่อมในตลาดการเงินแล้ว ความขัดแย้งครั้งนี้ยังเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อการค้าโลก เส้นทางเดินเรือพาณิชย์กำลังถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกาเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาการจัดส่งสินค้าล่าช้าออกไปอีก 10 ถึง 14 วัน ปัจจัยนี้จะไปเร่งให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีรายงานว่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากภัยสงครามสำหรับเรือขนส่งสินค้าได้พุ่งสูงขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ นั่นหมายถึงภาระต้นทุนส่วนเพิ่มหลายแสนดอลลาร์ต่อเที่ยวการเดินเรือ แม้ผลกระทบดังกล่าวอาจยังไม่สะท้อนให้เห็นในทันที แต่เมฆหมอกของความเสียหายจะค่อยๆ ก่อตัวและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องหากสงครามยังคงยืดเยื้อ
อย่างไรก็ดีในสัปดาห์นี้ ตลาดไม่ได้ตอบสนองเพียงแค่พาดหัวข่าวรายวันเท่านั้น แต่นักลงทุนกำลังประเมินและตั้งรับกับความเป็นไปได้ที่ความวุ่นวายจะลากยาว หากสถานการณ์ความขัดแย้งถูกจำกัดวงจรและเส้นทางเดินเรือสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างรวดเร็ว ตลาดก็อาจจะกลับมามีเสถียรภาพได้อีกครั้ง ทว่าในทางกลับกัน หากความตึงเครียดยกระดับขึ้น หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานกินเวลานานหลายสัปดาห์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับมหภาคจะทบต้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง สำหรับห้วงเวลานี้ สิ่งที่ประจักษ์ชัดคือ ราคาน้ำมันกำลังไต่ระดับสูงขึ้น ทองคำกำลังพุ่งทะยาน ตลาดหุ้นถูกกดดันอย่างหนัก และตลาดคริปโตยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนขั้นสุดต่อไป