xs
xsm
sm
md
lg

MAJORจากหุ้นตามกระแสหนัง สู่การLeanธุรกิจจนต้นทุนลด-กำไรโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การปรับโครงสร้างธุรกิจเริ่มเห็นผล “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” มีโอกาสฉายแววในปี 2569 หลังลดการพึ่งพิงหนังฮอลลีวูด แถมปรับเกมส์มาร่วมผลิตคอนเทนต์หนังไทยดันมาร์จิ้นเพิ่ม อีกทั้งการโล๊ะสาขาที่ไม่คุ้ม พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ช่วยลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังได้ธุรกิจป๊อปคอร์นเข้ามาช่วยสนับสนุน จนนักวิเคราะห์หันมาให้ความสนใจ ในราคาหุ้นที่มีโอกาสพลิกฟื้น 


หากจับตามองทิศทางของ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ในช่วงต้นปี 2569 นี้ จะสามารถเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจของธุรกิจโรงภาพยนตร์ชั้นนำของไทย ซึ่งอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ "หนังฟอร์มยักษ์" อีกต่อไป แต่เป็นการสะท้อนผลลัพธ์ของ "การรื้อโครงสร้างต้นทุน" ที่เริ่มส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญ




โดยผลประกอบการงวดไตรมาส 4/68 ของ MAJOR ถือเป็นสัญญาณบวกที่ค่อนข้างชัดเจน เมื่อบริษัทรายงานกำไรสุทธิ 347 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่งทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 8% YoY และเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 175%  



นั่นเพราะ MAJOR กำลังยกระดับโมเดลธุรกิจจากการพึ่งพารายได้ตามรอบของภาพยนตร์ฮอลลีวูด (Content-driven) มาสู่การเพิ่มกำไรผ่านการบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น การลดต้นทุนแรงงาน โดยการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี Autogate/QR Code แทนพนักงานในหลายจุด ถัดมาคือ การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการเปลี่ยนซัพพลายเออร์วัตถุดิบ (เช่น ป๊อปคอร์น) เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ โดยมีการคืนพื้นที่เช่าในโซนที่ทำกำไรต่ำ และโฟกัสไปยังทำเลที่มีศักยภาพสูงขึ้น

สิ่งเหล่านี้ทำให้ MAJOR มี Valuation ที่ค่อนข้างจูงใจ หลังจาก P/E ปี 69 อยู่ที่ประมาณ 11 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มโรงหนังทั่วโลก ประกอบกับนโยบายจ่ายปันผล 0.25 บาทต่อหุ้น (Yield ประมาณ 3.4% ขึ้น XD วันที่ 17 เม.ย.69) รวมถึงโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินที่เป็นปัจจัยสนับสนุน Sentiment ของราคาหุ้น
อย่างไรก็ตาม แม้อนาคตจะดูสดใสจากการปรับโครงสร้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า MAJOR ยังเป็นหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ที่ไวต่อภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจภาพรวมยังชะลอตัว หรือรายได้ครัวเรือนไม่ฟื้นตัว กำลังซื้อในส่วนของตั๋วหนังและป๊อปคอร์นย่อมได้รับผลกระทบ รวมถึงความไม่แน่นอนของ "หน้าหนัง" ฮอลลีวูดที่อาจมีช่วงซบเซาในปีนี้ 




ส่องกลยุทธ์พลิกฟื้น “Lean”

นี่คือการพิสูจน์ฝีมือในการบริหารจัดการต้นทุน (Efficiency) และการปรับสมดุลพอร์ตรายได้ใหม่ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญจากการนำระบบ Autogate และ QR Code มาใช้และลดพนักงาน
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ การคืนพื้นที่เช่าที่สำคัญ เมื่อ MAJOR ตัดสินใจคืนพื้นที่บางส่วนในห้างสรรพสินค้าเกรด A อย่าง สยามพารากอน และไอคอนสยาม เพื่อลดค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) ในจุดที่ไม่ทำกำไร พร้อมกับถอนตัวออกจากธุรกิจโรงหนังในกัมพูชา เพื่อลดความเสี่ยงจากการบริหารจัดการและหันมาโฟกัสตลาดที่ทำกำไรได้ดีกว่า


 Content ไทยคือ "พระเอก" คนใหม่



ไม่เพียงเท่านี้ MAJOR ไม่ได้พึ่งพาแค่หนังฮอลลีวูดอีกต่อไป โดยในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนหนังไทยให้มากกว่า 60% ผ่านการร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์อย่าง BEC, Workpoint และ PlanB โดยมีแม่เหล็กสำคัญอย่าง สัปเหร่อ 2, พี่นาค 5 และภาคต่อของ ธี่หยด (สมิงเขาขวาง) เป็นตัวชูโรง นั่นเพราะหนังไทยมี GP (กำไรขั้นต้น) ที่ค่อนข้างดีกว่าหนังนอกในแง่ของส่วนแบ่งรายได้




 ราคาหุ้นและความน่าสนใจ



ปัจจุบันนักวิเคราะห์หลายสำนัก เริ่มปรับมุมมองเป็น "ซื้อสะสม" โดยให้เหตุผล ว่า ราคาหุ้นMAJOR ในปัจจุบันเทรดที่ P/E ประมาณ 11 เท่า ถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโรงหนังทั่วโลก (20-30 เท่า) ขณะเดียวกัน บริษัทประกาศจ่ายปันผลรอบล่าสุดประมาณ 0.25 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่น่าสนใจสำหรับหุ้น Defensive นำไปสู่ราคาเป้าหมาย 9.10 – 10.50 บาท/หุ้น


 ย้อนรอยธุรกิจMAJOR

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) เส้นทางเดินของ MAJOR ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับเป็นบทพิสูจน์ความเคี่ยวกรำในการบริหารธุรกิจแบบ "Lean Management" ที่ต้องยอมเสียรายได้บางส่วนเพื่อแลกกับความอยู่รอดที่ยั่งยืน เริ่มที่ปี 2566 MAJOR เคยทำสถิติรายได้รวมพุ่งทะยานถึง 8,551 ล้านบาท หรือโตขึ้นกว่า 33.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมกำไรสุทธิที่ทำ New High ในรอบหลายปีที่ 1,063 ล้านบาท พุ่งขึ้นถึง 295.5% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำไรที่โตเกือบ 3 เท่านี้ ไม่ได้มาจากยอดขายป๊อปคอร์นหรือตั๋วหนัง แต่เป็นการ "ทำกำไรจากการปรับโครงสร้าง" โดยเฉพาะการขายหุ้น MPIC ออกไป ทำให้มีกำไรพิเศษเข้ามาเติมพอร์ตจนตัวเลขดูสวยหรู

ถัดมาปี 2567 เมื่อไม่มีรายการพิเศษมาช่วยหนุน MAJOR ต้องเผชิญกับความเป็นจริงของอุตสาหกรรม รายได้รวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 7,766 ล้านบาท ลดลงราว 9.2% ขณะที่กำไรสุทธิลดลงเหลือ 770 ล้านบาท หรือหดตัวลง 27.5% YoY เนื่องจากหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ทำรายได้ไม่เข้าเป้า ประกอบกับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) ในโรงภาพยนตร์บางสาขาที่ปริมาณคนดูไม่คุ้มทุน

แต่ในปี2568 แม้ตัวเลขรายได้จะยังคงลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 7,245 ล้านบาท หรือ 6.7% และกำไรสุทธิอยู่ที่ 631 ล้านบาท ลดลง 18% แต่นี่คือ "ความตั้งใจ" ในการบริหารของฝ่ายจัดการ การลดลงของตัวเลขเกิดจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ทั้งการคืนพื้นที่เช่าสาขาที่ไม่ทำกำไร และการถอนการลงทุนจากต่างประเทศที่ผลตอบแทนไม่คุ้มความเสี่ยง เพื่อทำให้ในเชิงคุณภาพ MAJOR กลับมีความแข็งแกร่งขึ้น และการหันไปจับธุรกิจต้นน้ำอย่างการสร้างหนังไทยเองผ่าน M Studio ซึ่งให้ Margin สูงกว่าหนังนำเข้าเกือบเท่าตัว ช่วยทำให้เห็นได้ชัดว่า MAJOR กำลังเปลี่ยนผ่านจากหุ้นที่เคยหวัง "Capital Gain" จากการขยายสาขา กลายเป็นหุ้นที่เน้น "Cash Flow" และการปันผลที่สม่ำเสมอ


ส่องราคาหุ้นMAJOR

โดยหากย้อนกลับไปต้นปี 2566 ราคาหุ้น MAJOR เคยยืนอยู่ในระดับสูงถึง 18.20 บาท ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงจนมาซื้อขายกันที่ระดับ 8.00 บาทต่อหุ้นในปัจจุบัน นั่นแสดงให้เห็นว่า ราคาหุ้นเข้าสู่ขาลงอย่างชัดเจน จนหลุดแนวรับสำคัญที่ 10 บาท
อย่างไรก็ตาม หากจะให้คะแนนการปรับตัวของ MAJOR ในรอบ 3 ปี ต้องบอกว่าบริษัทสอบผ่านในแง่ของ "ความยืดหยุ่น" (Resilience) จาก 1. ลดพึ่งพาต่างชาติ จากเดิมที่ต้องลุ้นกับหนังมาร์เวลหรือดีซี ปัจจุบัน MAJOR มีบทบาทเป็น "ผู้ผลิต" คอนเทนต์ไทยเองมากขึ้น

2. การบริหารจัดการแม่นยำ เมื่อมีการตัดสาขาขาดทุนออกไป ทำให้ "กำไรต่อโรง" (Yield per Screen) ดูดีขึ้นอย่างนัยสำคัญ และ 3. ความมั่นคงทางการเงิน แม้รายได้รวมจะดูทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยตามจำนวนสาขาที่ปรับลด แต่สถานะเงินสดและหนี้สินกลับสะอาดขึ้นมาก




สิ่งที่น่าจับตาของ MAJOR

ดังนั้น ภาพรวมตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป สิ่งที่เราจะเห็นได้ชัดจากบริษัท คือการเปลี่ยนเกมส์ธุรกิจ ผ่าน 1. ยุทธศาสตร์ "Thai Content Hub" เปลี่ยนจากผู้ฉายสู่ผู้สร้าง ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าตื่นเต้น เมื่อมีการผันตัวเองมาเป็น "Content Provider" อย่างเต็มตัว ผ่านการร่วมทุนขนานใหญ่กับพันธมิตรระดับบิ๊กอย่าง Workpoint, BEC (ช่อง 3) และเครือ CJ ENM จากเกาหลีใต้ เป้าหมายคือการปั้น "หนังไทย" ให้กลายเป็นสินค้าส่งออกและสร้างรายได้หลักทดแทนหนังฮอลลีวูด นั่นเพราะการที่ MAJOR สามารถคุมตั้งแต่การผลิต (ต้นน้ำ) ไปจนถึงการจัดจำหน่ายและมีโรงฉายของตัวเอง (ปลายน้ำ) ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการกำไรได้อย่างเบ็ดเสร็จ และลดความเสี่ยงในช่วงที่หนังฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศขาดช่วงได้ดีเยี่ยม

ถัดมา คือ 2. "Popcorn Everywhere" ธุรกิจป๊อปคอร์นที่ใหญ่กว่าโรงหนัง ประเด็นนี้ใครจะเชื่อว่าวันนี้ "ป๊อปคอร์น" ได้กลายเป็นพระเอกตัวจริงที่ทำรายได้มหาศาล กลยุทธ์ปัจจุบันของ MAJOR คือการพาป๊อปคอร์นออกจากหน้าโรงหนังไปสู่ทุกที่ (Out-of-Cinema) ผ่านการวางจำหน่ายใน Modern Trade อย่าง 7-Eleven และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงการรุกหนักในช่องทางเดลิเวอรี่ จนปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากสินค้า Concession นี้พุ่งขึ้นมามีบทบาทสำคัญและมีอัตรากำไร (Margin) ที่สูงกว่าตั๋วหนังหลายเท่าตัว นี่คือการเปลี่ยนสินค้าที่เคยกินแค่ตอนดูหนัง ให้กลายเป็น "ขนมขบเคี้ยว" ที่คนนึกถึงในชีวิตประจำวัน
และ 3. กลยุทธ์ "Personalization & Tech-Driven" การนำเทคโนโลยี AI และ Data มาใช้ผ่านบัตร M GEN และ

แอปพลิเคชัน เพื่อส่งโปรโมชั่นที่ "ตรงใจ" รายบุคคล ช่วยกระตุ้นยอดขายได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้การปรับโฉมโรงหนังเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งระบบ IMAX with Laser และการเพิ่มโรงภาพยนตร์สำหรับกลุ่มเฉพาะทาง เช่น Kids Cinema (โรงหนังสำหรับเด็ก) ซึ่งมีพาร์ทเนอร์อย่าง Lazada เข้ามาร่วมสร้างประสบการณ์แบบ Naming Sponsor คือการสร้าง Ecosystem ที่ Win-Win ทั้งแบรนด์และผู้บริโภค 


 มุมมมองมองจากโบรกเกอร์

ในโลกของการลงทุนที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างไร้พรมแดน การขยับตัวของนักลงทุนสถาบันต่างชาติมักเป็นดัชนีชี้วัดอนาคตที่สำคัญเสมอ เมื่อสถาบันการเงินใหญ่เริ่มหันกลับมาฉายสปอตไลท์ใส่หุ้นกลุ่มบันเทิงของไทย เริ่มที่มุมมองจาก CGS International ที่หยิบยกประเด็นเรื่อง "Global Outlook 2026" ขึ้นมาวิเคราะห์ โดยระบุว่าในปีนี้หุ้นในกลุ่มอาเซียน รวมถึงประเทศไทย มีความได้เปรียบในแง่ของมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ยังถูกกว่าตลาดพัฒนาแล้วอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์มองว่า MAJOR คือหนึ่งในหุ้นกลุ่ม "Laggard" หรือกลุ่มที่ราคายังขยับขึ้นช้ากว่าความจริง ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ยุทธศาสตร์การผันตัวสู่การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์คอนเทนต์ (Content Owner) ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้บริษัทมีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพมากกว่าการเป็นเพียงผู้บริหารโรงภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว (อ้างอิง: CGS International Global Outlook 2026)

ขณะที่ยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์อย่าง DBS Vickers ได้ให้มุมมองผ่านรายงาน "Quality is Key" โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกระแสเงินสดและการบริหารต้นทุนท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงมีความผันผวน โดยนักวิเคราะห์ มองว่ากลยุทธ์ "Selective Strategy" หรือการกล้าตัดสินใจปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรของ MAJOR คือการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องตามตำราการลงทุนแบบเน้นคุณภาพ นอกจากนี้ ยังมองเห็นโอกาสการฟื้นตัวของราคาหุ้น (Rebound) ที่มีนัยสำคัญหากสถานการณ์ความตึงเครียดตามชายแดนเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งจะส่งผลให้ Sentiment การลงทุนในหุ้นที่มีธุรกิจคาบเกี่ยวกับเพื่อนบ้านกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง (อ้างอิง: DBS Insights Direct - 2026 Outlook)

  ส่วน บล.เมย์แบงก์ฯ ที่วิเคราะห์ถึงโอกาสครั้งใหญ่ในหุ้นกลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMIDs) โดยระบุว่าปี 2026 คือปีที่นักลงทุนต่างชาติจะมองหาหุ้นที่มีลักษณะ "Yield & Growth" หรือหุ้นที่มีทั้งการเติบโตและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ MAJOR ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่น่าสนใจเนื่องจากความสามารถในการรักษาระดับรายได้ในตลาดพรีเมียม และที่โดดเด่นที่สุดคือการขยายตัวของธุรกิจป๊อปคอร์น (Concession) ที่มีอัตรากำไรสูง ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติมองว่าเป็นการสร้างรายได้แบบใหม่ที่ยั่งยืนและไม่อิงกับความสำเร็จของหนังรายเรื่องเพียงอย่างเดียว (อ้างอิง: Maybank Securities - Investment Trend Outlook 2026)

สิ่งเหล่านี้ช่วยสะท้อนให้เห็นว่า แม้ราคาหุ้นในกระดานจะดูเหมือนอ่อนแรงในช่วงก่อนหน้า แต่ในเชิงพื้นฐาน MAJOR ได้ผ่านการ "ผ่าตัดใหญ่" จนปัจจุบันมีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงและตัวเบาที่สุดในรอบหลายปี และเริ่มส่งสัญญาณบวกของ "โอกาส" ที่ซ่อนอยู่ใต้ราคาหุ้นที่ลงมาลึกกว่า 50% ในรอบ 3 ปี จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการลงทุนในปี 2569 หรือไม่****






  โครงสร้างถือหุ้น "สถาบัน" คือลมใต้ปีก



สำหรับโครงสร้างการถือหุ้นของ MAJOR ในปัจจุบันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนมืออาชีพอย่างชัดเจน นำโดยกลุ่มตระกูล "พูลวรลักษณ์" ที่ยังคงถือหุ้นใหญ่อย่างเหนียวแน่นเพื่อคุมทิศทางยุทธศาสตร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือสัดส่วนของสถาบันทั้งในและต่างประเทศ นั่นเพราะพบว่า กองทุนชั้นนำและบริษัทประกันรายใหญ่ยังคงสัดส่วนการถือหุ้น MAJOR ไว้อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นหุ้นกลุ่มบริการที่มีกระแสเงินสดดีและมีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นอสังหาฯ หรือส่งออก ขณะที่สถาบันต่างประเทศมีการลงทุนผ่านบัญชี Thai NVDR และกองทุนต่างชาติ (Foreign Nominees) และ MAJOR ยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเงินทุนต่างชาติที่มองหาหุ้นกลุ่ม Consumer ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นการบริหารจัดการต้นทุน (Lean Management)

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันคาดการณ์อัตราปันผลตอบแทนของ MAJOR อยู่ที่ประมาณ 4.5% - 5.5% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ฯ และสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอย่างมาก อีกทั้งบริษัทมีประวัติการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ แม้ในปีก่อนหน้าจะมีการปรับฐานธุรกิจ แต่ด้วยฐานะทางการเงินที่ไม่มีหนี้สินระยะยาวที่มีภาระดอกเบี้ยสูง ทำให้ MAJOR สามารถส่งผ่านกำไรกลับคืนสู่ผู้ถือหุ้นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

นั่นทำให้ เริ่มมีหลายฝ่ายคาดว่า กองทุนประเภท "Dividend Fund" และ "Value Fund" ทั้งในไทยและอาเซียนเริ่มกลับมาเพิ่มน้ำหนัก (Overweight) ในหุ้น MAJOR อีกครั้ง เพราะผู้จัดการกองทุนหลายแห่งชื่นชอบแผนการ "ซื้อหุ้นคืน" (Treasury Stock) ของ MAJOR ในช่วงที่ผ่านมากว่า 1,000 ล้านบาท เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นโดยตรง และเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้บริหารมองว่าราคาหุ้น "ถูกเกินไป"

ดังนั้น สิ่งที่เหลือคือต้องติดตามว่า MAJOR ในวันที่ไม่ได้เป็นเพียงหุ้นโรงหนัง แต่มีกระแสเงินสดเหมือนหุ้นสาธารณูปโภค อีกทั้งการที่สถาบันยังคงถือหุ้นในสัดส่วนสูงและ NVDR เริ่มกลับมามียอดซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง จะหนุนให้ MAJOR มีความสนใจมากขึ้นเพียงใด