การขาดแคลนชิปทั่วโลกอันเนื่องมาจากการบูมของ AI กำลังสร้างผลกระทบรุนแรงเทียบเท่า “สึนามิ” ถล่มอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ยอดขายปีนี้มีแนวโน้มลดลงต่ำสุดในรอบกว่าทศวรรษ ขณะที่ต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งขึ้นอาจส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ได้อีกต่อไป
อินเตอร์เนชันแนล ดาต้า คอร์เปอเรชัน (IDC) บริษัทวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีชื่อดังในบอสตัน คาดว่า สถานการณ์การขาดแคลนชิ้นส่วนหน่วยความจำที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้ผู้ผลิตบางรายต้องปิดกิจการ และทำให้ราคาสมาร์ทโฟนแพงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนภายในปีนี้
ฟรานซิสโก เจโรนิโม หัวหน้าฝ่ายวิจัยอุปกรณ์มือถือของ IDC ระบุในรายงานที่ออกมาเมื่อวันพฤหัสฯ (26 ก.พ.) ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่แรงกดดันชั่วคราว แต่เป็นแรงกระแทกของสึนามิที่ก่อตัวขึ้นในห่วงโซ่อุปทานชิป และส่งผลแพร่กระจายเป็นระลอกคลื่นไปทั่วอุตสาหกรรมคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิสก์
รายงานของ IDC ประเมินว่า ราคาเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนในปีนี้จะพุ่งขึ้น 14% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 523 ดอลลาร์ เนื่องจากผู้ผลิตต้องหันไปผลิตรุ่นที่มีอัตรากำไรสูงขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนชิปที่แพงขึ้น
IDC ทำนายว่า ยอดขายสมาร์ทโฟนปี 2026 จะลดลงถึง 12.9% อยู่ที่ 1,120 ล้านเครื่อง ต่ำที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
วิกฤตเซมิคอนดักเตอร์ครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการบูมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการที่เหล่าบิ๊กเทคอย่างเมตา กูเกิล และไมโครซอฟท์ ดึงซัปพลายชิปหน่วยความจำจำนวนมากไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ราคาชิปจึงพุ่งขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตหันไปมุ่งเน้นชิปที่ใช้สำหรับศูนย์ข้อมูลที่มีอัตรากำไรสูงกว่า และเหลือสต็อกน้อยมากสำหรับอุตสาหกรรมคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์อย่างแล็ปท็อป เครื่องเล่นเกม และสมาร์ทโฟน
IDC คาดว่า ปัญหาการขาดแคลนชิปจะส่งผลถาวรต่อผู้ผลิตสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตรายเล็กที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลและซัมซุงนอกจากมีเกราะคุ้มกันแข็งแกร่งจากงบการเงินและการวางตำแหน่งแบรนด์ในตลาดพรีเมียมแล้ว ยังมีโอกาสโกยส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นขณะที่คู่แข่งขนาดเล็กกว่าต้องฝ่าฟันปัญหาหรือปิดกิจการ
นาบิลา โปปอล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของ IDC ระบุในรายงานว่า ตลาดสมาร์ทโฟนจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมทั้งสำหรับผู้ผลิตและผู้บริโภค และเตือนว่า สมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์จะกลายเป็นตลาดที่ไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจอย่างถาวร แม้หลังจากราคาชิปหน่วยความจำกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้งในช่วงกลางปีหน้าก็ตาม
ทั้งนี้ IDC คาดว่า ตลาดสมาร์ทโฟนจะฟื้นตัว 2% ในปี 2027 หลังจากวิกฤตชิปคลี่คลายลง และขยายตัว 5.2% ในปีต่อไป แต่ไม่มีแนวโน้มว่า จะกลับสู่ระดับปกติก่อนหน้านี้ได้
ตลอดหลายปีมานี้ชิปหน่วยความจำถูกมองว่า เป็นธุรกิจที่ก้าวอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ด้วยอัตรากำไรต่ำกว่าชิปขั้นสูงที่ใช้ในการประมวลผลคอมพิวเตอร์ แต่ดีมานด์จากอุตสาหกรรม AI ทำให้สถานการณ์พลิกผัน
เจนเซน หวง ประธานบริหารอินวิเดีย ที่ได้ดิบได้ดีเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกจากอานิสงส์ของชิป AI กล่าวว่า ชิปหน่วยความจำมีความสำคัญมากในการพัฒนา AI
ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในไต้หวันว่า ความต้องการชิปหน่วยความจำที่จำเป็นสำหรับการใช้ประโยชน์จาก AI เพิ่มขึ้นสูงมาก และชิปนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของ AI
ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง AI ต้องการทั้งพลังในการประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีรุ่นเก่าที่สมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปต้องใช้ที่เรียกว่า DRAM (dynamic random-access memory) โดยส่วนประกอบเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในชิปที่ล้ำสมัยกว่า ซึ่งรองรับศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมากที่เรียกว่า HBM (high bandwidth memory)
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยี เคาน์เตอร์พอยต์ รีเสิร์ช ระบุว่า ปัจจุบัน ราคาชิป DRAM และ HBM ทำสถิติสูงสุดทั้งคู่ โดยเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากไตรมาสที่แล้ว กดดันให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่เคยโฟกัสที่อุปกรณ์ราคาย่อมเยาต้องผลักภาระไปให้ผู้บริโภค ลดปริมาณหน่วยความจำในอุปกรณ์ของตน หรือปรับโฟกัสไปผลิตผลิตภัณฑ์พรีเมียมแทน
ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ AI หนุนราคาหุ้นของซัปพลายเออร์ชิปหน่วยความจำใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ เอสเค ไฮนิกซ์, ซัมซุง และไมครอน พุ่งทุบสถิติในปีนี้ ขณะที่กำลังการผลิตถูกใช้หรือถูกจองจนเกือบหมดแล้ว ราคาหุ้นของบริษัทคู่แข่งในไต้หวันดีดขึ้นเช่นเดียวกัน โดยผู้ผลิตอย่างนันยา เทคโนโลยี คอร์เปอเรชัน, วินบอนด์ อิเล็กทรอนิกส์ คอร์เปอเรชัน และพาวเวอร์ชิป เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง คอร์เปอเรชัน ต่างประกาศเพิ่มกำลังผลิต
นักวิเคราะห์และผู้บริหารวงการเทคโนโลยีเตือนว่า การขาดแคลนชิปหน่วยความจำจะยืดเยื้อจนถึงปีหน้า
ในการประชุมประกาศผลการดำเนินงานเมื่อเดือนมกราคม อีลอน มัสก์ ซีอีโอเทสลา บอกว่า ซัปพลายชิปหน่วยความจำที่จำกัดอาจเป็นหนึ่งในความท้าทายใหญ่ที่สุดสำหรับการเติบโตในอนาคต และสำทับว่า เทสลากำลังลงทุนในโรงงานผลิตชิปเพื่อให้แน่ใจว่า จะมีซัปพลายชิปเพียงพอ