อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเปิดฉากปี 2569 อย่างคึกคัก หลังยอดขายเดือนมกราคมพุ่งทะยานกว่า 53% รับแรงหนุนหลักจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการรัฐ ขณะที่กลุ่มรถยนต์นั่งและ SUV เติบโตโดดเด่น สวนทางตลาดรถกระบะที่ยังคงน่าเป็นห่วงหลังเผชิญภาวะสินเชื่อตึงตัวและกำลังซื้อระดับฐานรากยังอ่อนแอ
ภาพรวมตลาดรถยนต์ภายในประเทศประจำเดือนมกราคม 2569 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 73,936 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 53.77 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยปัจจัยบวกสำคัญมาจากกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ (Passenger Car + SUV) ที่ทำยอดขายได้ถึง 55,960 คัน หรือขยายตัวกว่า 83.21% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเร่งผลิตและส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อตอบรับมาตรการสนับสนุนทางภาษีในโครงการ EV 3.0 และ 3.5 ที่กำหนดเงื่อนไขการผลิตชดเชยภายในประเทศ ส่งผลให้สถิติจดทะเบียนใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ในเดือนเดียวพุ่งสูงถึง 45,668 คัน เติบโตขึ้นถึง 210.43 % ขณะที่ยอดจดทะเบียนสะสมของรถ BEV ณ ปัจจุบัน ทะลุหลัก 4.18 แสนคันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตของกลุ่มรถเก๋งและรถไฟฟ้า ตลาดรถกระบะยังคงเป็นจุดที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยมียอดขายเพียง 11,507 คัน ลดลง 6.12 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า สาเหตุหลักมาจากสถาบันการเงินยังคงมีความเข้มงวดอย่างมากในการอนุมัติสินเชื่อ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศเติบโตต่ำและภาคอุตสาหกรรมยังใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่ ขณะที่กลุ่มรถกระบะไฟฟ้า (BEV) แม้จะมียอดขายเพียง 79 คัน แต่ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีด้วยอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 1,875 % สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของกลุ่มรถเชิงพาณิชย์เข้าสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น
ในส่วนของผู้นำตลาดอย่าง โตโยต้า ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งด้วยยอดขาย 19,813 คัน คิดเป็น 26.79%ของตลาดรวม โดยมีการเติบโต 14 %ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มรถ Eco Car อย่าง Yarisและ Yaris ATIV ที่ทำยอดขายได้กว่า 6,861 คัน ขณะที่กลุ่มรถกระบะตระกูล Hilux และChamp ยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ที่ 5,541 คัน
ทางด้านนายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประเมินว่าแนวโน้มในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นจากการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการก่อสร้างโรงงานที่ขยายตัวถึง 12.2 % แต่ทั้งนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ทางการเมืองและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด
สำหรับทิศทางในระยะถัดไป ภาคอุตสาหกรรมฝากความหวังไว้กับการผลักดันโครงการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมไว้สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งหากรัฐบาลใหม่สามารถขับเคลื่อนเม็ดเงินเหล่านี้ลงสู่ระบบได้เร็ว จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งจะช่วยปลดล็อกกำลังซื้อในกลุ่มรถกระบะให้กลับมาฟื้นตัว และอาจส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตได้มากกว่า 5 %เหมือนในอดีตอีกครั้ง