ีการตลาด - “บิ๊กซี” ยกเครื่องครั้งใหญ่ สยายปีกสู่บทบาทผู้พัฒนาพื้นที่เต็มรูปแบบมากขึ้น เพราะแค่การเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างเดียวที่มีพลังดูดตลาดน้อยลงเรื่อยๆ เปิดแผน 5 ปี ลุยขยายสาขา เปิดตัวโมเดลใหม่ พร้อมขยายต่างประเทศมากขึ้น หลังจากปักฐานเวียดนามกลายเป็นเครื่องจักรทำเงินแล้ว
บิ๊กซี ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ ในกำมือของเจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี กับการก้าวย่างจากนี้ น่าจับตามองอย่างมาก เพราะเมื่อผ่านปี2569ไปเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น ดูเหมือนว่าบิ๊กซี กำลังเคลื่อนทัพครั้งใหญ่และสำคัญอย่างมาก
*** ยกเครื่องบิ๊กซีครั้งใหญ่
“ปีนี้เราจะทำการยกเครื่องธุรกิจค้าปลีกของบีเจซี และบิ๊กซี อย่างสมบูรณ์แบบทั้งในไทยและตลาดต่างประเทศ”
นี่คือคำกล่าว ของ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะยังไม่กระเตื้องมากนัก กำลังซื้อผู้บริโภคลดน้อยลง การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกที่รุนแรงมากขึ้น อีกทั้งดวามเก่าแก่ที่อยู่มานานของ บิ๊กซี เองด้วย เป็นสาเหตุที่ทำให้บีเจซีต้องปรับกลยุทธ์บิ๊กซีใหม่ในครั้งนี้
นอกจากการยกเครื่องบิ๊กซีแล้ว ยังวางกลยุทธ์ในการรุกตลาดค้าปลีกที่มีศักยภาพสูงและมีโอกาสเติบโต ทั้งในไทยและการขยายต่างประเทศได้ โดยเฉพาะตลาดเวียดนามที่บิ๊กซีมองเป็นเครื่องจักรทำเงินในอนาคตจากนี้ รวมถึงตลาดอเมริกาที่เตรียมบุก พร้อมกับการวางแผนนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่มีศักยภาพและตลาดตอบรับกับธุรกิจนี้
อย่างไรก็ตาม ในไทย ยังคงเป็นตลาดหลักที่ต้องลงหลักปักฐานกันต่อไป เพื่อให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่บิ๊กซีมองตัวเองว่า การเป็นเพียงผู้ประกอบการค้าปลีกแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างเดียวคงไม่เพียงพอแล้ว ธุรกิจต้องเคลื่อนไหวเร็วมากขึ้น ดำเนินเกมแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว บทบาทจากนี้ต้องมากมากขึ้นไม่ใช่แค่ไฮเปอร์มาร์เก็ต และแปลงร่างขยายบทบาทมากขึ้น สู่การเป็นผู้พัฒนาพื้นที่เพื่อการบริการพื้นที่มากขึ้น โดยทำตัวเองเป็นศูนย์การค้าให้ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี กล่าวถึงภาพที่ชัดเจนในแง่รูปธรรมของบิ๊กซีจากนี้ว่า บิ๊กซีมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรผู้เช่า โดยปรับแนวคิดจากการดึงทราฟฟิกช่วงพีค สู่การสร้าง “ทราฟฟิกคุณภาพและสม่ำเสมอ” ผ่านการพัฒนาพื้นที่ คัดสรรร้านค้า และการตลาดเชิงประสบการณ์ตลอดปี เพื่อให้ทุกสาขาเป็นจุดหมายปลายทางที่ลูกค้าอยากมาและกลับมาซ้ำ สร้างยอดขายที่มั่นคงให้คู่ค้าในระยะยาว
บิ๊กซีมีฐานลูกค้าประมาณ 8-9 ล้านคน ที่เป็นขาประจำ มีการใช้บริการ 10 ครั้งต่อปีโดยเฉลี่ย แต่วางเป้าหมายที่ต้องการเพิ่มฐานลูกค้าประจำเป็น 10-11ล้านคน และเพิ่มความถี่ในการเข้าใช้บริการให้มากขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์เกมรุกใหม่ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคท้้งเก่าและใหม่ให้มากที่สุด ด้วยการสร้างโมเมนต์ใหม่ๆให้กับบิ๊กซี
หัวใจหลักคือ การเพิ่มพื้นที่ให้เช่า และการลดพื้นที่ขายในสโตร์ ด้วยความมั่นใจในสัมพันธ์ภาพที่่ดีกับบรรดาคู่ค้าหรือเทแนนท์ (TENANT ) ที่ทำธุรกิจกันมานาน และรายใหม่ๆที่เกิดขึ้นในวงจรธุรกิจ ทีจะเป็นแม็กเน็ตในการดูดลูกค้า
อีกพื้นที่สำคัญคือ ศูนย์อาหารหรือ ฟู้ดคอร์ท และร้านอาหารในพื้นที่พลาซ่า จากนี้ไปจะปรับภาพลักษณ์ใหม่ ด้วยการบกระดับการบริการ และร้านอาหาร โดยจะเพิ่มร้านดังและร้านระดับมิชลินเข้ามามากขึ้น มีการทำพื้นที่ ”Co-Working Space” ให้มีบทบาทมากขึ้น เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาใช้เวลาในบิ๊กซีมากขึ้น เป็นเสมือนสถานที่แห่งไลฟ์สไตล์
ส่วนโมเดล มินิ บิ๊กซี ที่ปัจจุบัน มีประมาณ 1,490 สาขาทั่วไทย ที่จะมีการพัฒนาให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น ขนาด 300 ตารางเมตร เพื่อใส่บริการและสินค้าที่หลากหลาย และมีพื้นที่ให้หน้าร้านให้ร้านเล็กร้านเช่าอย่างน้อย 2-3 ร้านต่อสาขา โดยจะเปิดตัวช่วงเดือนเมษายน 2569 มาร่วมทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้แบรนด์ด้วย
*** แผน 5 ปี ลงทุนต่อเนื่อง
ทั้งนี้แผน 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2573) กำหนดวงเงินลงทุนไว้เฉลี่ยปีละ 6,000-8,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายสาขาใหม่ทุกโมเดล และรีโนเวทสาขาเดิมทุกโมเดล รวมมากกว่า 500 สาขา แบ่งเป็น การขยายสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ และขยายบิ๊กซี มินิ ประมาณ 200 สาขา และการรีโนเวทสาขาขนาดใหญ่ละขนาดเล็กเล็ก ประมาณ 300 สาขา
ปี2569นี้บริษัทวางงบลงทุน 6,000 - 8,000 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขาบิ๊กซีขนาดใหญ่ในทำเลศักยภาพ โดยในปี 2569 นี้จะเปิดสาขาใหม่และรีโนเวตรวม 19 โครงการ ประกอบด้วย สาขาบางบอน, ดอนเมือง, สุวินทวงศ์, พระราม 4, อุดมสุข เอกมัย สนามบินน้ำ, เชียงราย 1, เชียงใหม่ 2, พิษณุโลก, ล้านนาทีค, อุดรธานี 1, สุรินทร์, น้ำโสม, ภูเวียง, ชุมพวง, พัทยา 2, ระนอง และเกาะพะงัน
ในจำนวนนี้จะมีไฮไลต์เป็นสาขาบางบอน, เชียงราย, อุดรธานี 1, พัทยา 2, สุรินทร์และดอนเมือง ที่จะรีโนเวตในคอนเซ็ปต์ใหม่ตัวอาคารด้านหน้าเน้นความสวยงาม เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายในโล่งมองเห็นและเดินไปยังร้านค้าของผู้เช่าแต่ละรายได้ง่าย และบางสาขาจะเช่าพื้นที่เพิ่มเพื่อทำงานเข้าออกให้สะดวกยิ่งขึ้น
ควบคู่กับการเร่งขยายบิ๊กซี มินิ ราว 200 สาขา และรีโนเวทสาขาขนาดเล็ก - ใหญ่รวมกว่า 300 แห่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น
จากฐานข้อมูลของบิ๊กซี ระบุว่า สิ้นเดือนธันวาคมปี 2568 มีสาขาในไทยรวม 1,696 สาขา แบ่งเป็น ไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ จำนวน 153 สาขา รูปแบบมาร์เก็ต 36 สาขา รูปแบบฟู๊ดเพลส 17 สาขา รูปแบบบิ๊กซี มินิ 1,490 สาขา รวมพื้นที่ค้าปลีก ประมาณ 1.3 ล้านตารางเมตร หรือมีอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) 92% หรือประมาณ 1.0 ล้านตารางเมตร และมีฐานสมาชิกบิ๊กพอยต์ประมาณ 22.1 ล้านราย
*** ผุดโมเดล The Color ลุย
อีกก้าวสำคัญคือการเปิดตัว “The Color” บนทำเลแจ้งวัฒนะ ไลฟ์สไตล์มอลล์คอนเซ็ปต์ Color Your Life ที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่ใช้ชีวิตครบวงจรของคนเมือง ทั้งช้อปปิ้ง กิน ดื่ม ทำงาน พักผ่อน และกิจกรรมชุมชน ภายใต้การบริหารโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านรีเทล ตั้งเป้าให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของย่าน และต้นแบบฟอร์แมทศูนย์การค้ารุ่นใหม่ของบิ๊กซีในอนาคต
“วันนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไป ค้าปลีกแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตแบบเดิม ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคได้เพียงพอเหมือนในอดีตอีกแล้ว จากผลกระทบหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของการชอปปิ้งออนไลน์ที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าจากที่ใดก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่ทำงาน จึงไม่จำเป็นต้องมาที่สาขาหน้าร้าน ส่งผลต่อสาขาที่เป็นออฟไลน์พอสมควร” นายอัศวิน กล่าว
สำหรับโครงการ The Color แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นโรงการนำร่อง จะเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า บิ๊กซีไฮเปอร์มาร์เก็ตเดิมปกติ 4-5 เท่า ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 48,000 ตร.ม. จะมีร้านค้าประมาณ 259 ร้าน แบ่งสัดส่วนเป็นโซนร้านอาหารชื่อดัง 40% โซนแฟชั่น 20% โซนสุขภาพ เช่น คลินิก-โรงพยาบาล 20% และที่เหลือเป็นโซนไลฟ์สไตล์ เช่น โรงเรียนพิเศษ-สวนสนุก 20% มีที่จอดรถ 450 คันกำหนดเปิดบริการในไตรมาส 1 ปี 2570 โดยออกแบบในคอนเซ็ปต์ Color Your Life หรือสถานที่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบครบวงจรจนสามารถมาใช้ชีวิตอยู่ได้ตลอดทั้งวันไม่ว่าจะเป็นช็อปปิ้ง, กิน, ดื่ม, ทำงาน, พักผ่อน และกิจกรรมชุมชน
โครงการโดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ สะดวกต่อการเดินทาง พร้อมคัดสรรร้านอาหารชื่อดัง แฟชั่นและไลฟ์สไตล์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ตประสบการณ์ใหม่ พื้นที่ Co-working และ Rooftop สำหรับกิจกรรมกลางคืน รวมถึงพื้นที่สีเขียวและดีไซน์เพื่อความยั่งยืน รองรับทุกเจเนอเรชันตลอด 24 ชั่วโมง เปรียบเสมือน “จังหวะชีวิต” ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับเมืองได้ตลอดวัน
นายอัศวิน กล่าวย้ำว่า “The Color ไม่ใช่เพียงศูนย์การค้า แต่คือแพลตฟอร์มที่สร้างคุณค่าให้ทั้งลูกค้า ผู้เช่า และชุมชน พร้อมผลักดันบทบาทของบิ๊กซีในฐานะผู้พัฒนารีเทลสเปซขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างแท้จริง เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า ร้านค้าของผู้เช่าในบิ๊กซี หลายรายมีศักยภาพและมีความสำคัญในการดึงดูดลูกค้าเข้ามาในศูนย์หรือพลาซ่าได้มากกว่าตัวไฮเปอร์มาร์เก็ตด้วยซ้ำไป ทำให้การขยายสาขาจากนี้เราไม่สามารถที่จะเดินไปคนเดียวได้อีกแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคู่ค้าหรือTENANT ไปด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนจากสถานที่ช้อปปิ้ง (Place to Shop) ไปสู่สถานที่ที่ผู้บริโภคมาใช้ชีวิต (Place to Live)”
ทั้งนี้โมเดล The Color นี้บริษัทตั้งป้าหมายที่จะให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของแต่ละย่าน และผลักดันให้เป็นต้นแบบฟอร์แมตของศูนย์การค้ารุ่นใหม่ของบิ๊กซี โดยวางแผนที่จะขยายสาขาในรูปแบบเดอะคัลเลอร์นี้จำนวน 8-10 สาขาภายในปี 2573 ในทำเลที่มีศักยภาพสูง เช่น สาขาพระราม 4 อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นนี้จะเน้นไปที่การปรับปรุงสาขาบิ๊กซีใหญ่เดิมให้เป็นเดอะคัลเลอร์ มากกว่าที่จะสร้างใหม่
ไฮไลต์ที่สุดแห่งประสบการณ์ครบวงจร ตอบโจทย์ทุกจังหวะชีวิตของคนในเมือง ที่ “The Color แจ้งวัฒนะ”:
• LOCATION & ACCESS: The heart of Chaengwattana living เชื่อมต่อทุกจังหวะชีวิตบนทำเลศักยภาพ เดินทางสะดวก พักผ่อนสบาย เข้าถึงง่ายจากทุกทิศทาง ทั้งโครงข่ายถนนหลักและระบบขนส่งมวลชน
• THE BEST OF DINING SELECTION: A curated dining destination คัดสรรที่สุดของรสชาติจาก ร้านดังระดับคุณภาพ ครบครันทั้งไทยและนานาชาติ ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
• FASHION & LIFESTYLE COLLECTION: Everyday style, elevated นิยามใหม่ของแฟชั่นและ ไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบมา เพื่อชีวิตเมือง ผสานฟังก์ชันการใช้งานเข้ากับแรงบันดาลใจในทุกวัน
• THE EXPERIENCE GROCER: Beyond supermarket. A daily experience. ยกระดับการจับจ่ายสู่ประสบการณ์ที่เหนือกว่า ด้วยสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมที่คัดสรรมาเพื่อไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย
• DAY-TO-NIGHT LIFESTYLE HUB & THE ROOFTOP LANDMARK: From Morning Vibe to Nightlife Energy สุข สนุก ได้ตลอดวัน ครบครันในที่เดียว พื้นที่ที่เปลี่ยนตามจังหวะชีวิต ตั้งแต่คาเฟ่สุดชิค Co-working Space ไปจนถึงบาร์ดาดฟ้า แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่มีชีวิตชีวาตลอดวันและคืน
• COMMUNITY & EVENT EXPERIENCE: A place where people connect พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อ การพบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่งานศิลปะ ดนตรี ไปจนถึงกิจกรรมสำหรับครอบครัวและชุมชน
• SERVICE & FACILITY FOR ALL GENS: Designed for everyone ออกแบบบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เข้าใจทุกวัย เพื่อให้ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตราบรื่นและสะดวกสบายกว่าที่เคย
URBAN GREENSCAPE & SUSTAINABILITY DESIGN: Designed for today. Responsible for tomorrow. ผสานพื้นที่สีเขียวเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและการเติบโตอย่างยั่งยืนของคนเมือง
*** พลิกคอนเทนต์สู่คอมเมิร์ซ
อีกความเคลื่อนไหวด้านกลยุทธ์คือกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ร่วมกับกลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อรุกธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ที่รวมความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการขยายพอร์ตธุรกิจสู่ภาคอุตสาหกรรมบันเทิง
การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท บิ๊กซี สตูดิโอ จำกัด และ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ช่อง One31 ภายใต้ชื่อ บริษัท บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด เพื่อสร้าง Ecosystem ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงความบันเทิง เข้ากับธุรกิจค้าปลีกแบบครบวงจร
โดยนำจุดแข็งด้านแพลตฟอร์มค้าปลีก เครือข่ายธุรกิจ และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการของ BJC Big C ผสานเข้ากับศักยภาพด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์และความเข้าใจพฤติกรรมผู้ชมของ One31 เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ในระยะแรก บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จะมุ่งพัฒนาคอนเทนต์เชิงพาณิชย์ที่สามารถเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของคอนเทนต์ ความเหมาะสมกับสภาวะตลาด และศักยภาพในการต่อยอดเชิงธุรกิจ
นอกจากนี้ บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ยังเปิดกว้างในการทำงานร่วมกับผู้กำกับ และนักแสดงอิสระ จากภายนอกทั่วทั้งวงการ ไม่จำกัดเฉพาะภายใต้ช่อง One31 เท่านั้น เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ และขยายโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในอนาคต
ด้วยโมเดล “Content Meets Commerce” นี้ ทั้ง 2 บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนคอนเทนต์ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมบันเทิงไทยให้เติบโตไปอีกขั้น นับเป็นความร่วมมือเชิงโครงสร้างธุรกิจที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างเป็นระบบให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงไทย
*** บุกต่างประเทศ ปักหมุดเวียดนาม อเมริกา
นางฐาปณี กล่าวด้วยว่า นอกจากตลาดประเทศไทยแล้ว ในตลาดต่างประเทศบีเจซีและบิ๊กซี ก็มองโอกาสรุกตลาดด้วยเช่นกัน
ล่าสุดบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการเข้าซื้อธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง สมัยใหม่ MM Mega Market Vietnam (MMVN) จำนวน 30 สาขา ใน เวียดนาม ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 22,500 ล้านบาท สะท้อนมุมมองเชิงรุกต่อศักยภาพเศรษฐกิจเวียดนาม และบทบาทของธุรกิจ Modern Trade ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมยกระดับพอร์ตการลงทุนในต่างประเทศสู่การ “เร่งการเติบโต” บนฐานธุรกิจที่มีความพร้อมเต็มที่แล้ว
การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขยายขนาดธุรกิจ แต่เป็นการเข้าถือครองแพลตฟอร์มค้าปลีก–ค้าส่งคุณภาพสูงในช่วงจังหวะที่เหมาะสม เมื่อการปรับโครงสร้างเชิงระบบของประเทศเวียดนาม ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารจังหวัดรูปแบบใหม่ มาบรรจบกับศักยภาพการขยายธุรกิจของบีเจซี และความพร้อมของ MMVN หลังเสร็จสิ้นกระบวนการฟื้นฟูกิจการ จึงเอื้อต่อการเร่งขยายสาขาและการเติบโตในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ
นางฐาปณี กล่าวว่า “การตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam ในครั้งนี้ ถือเป็นจังหวะเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของบีเจซี เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างเศรษฐกิจเวียดนามที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ความพร้อมของ MMVN หลังการฟื้นฟูกิจการ และความแข็งแกร่งด้านศักยภาพการขยายธุรกิจของบีเจซี มาบรรจบกันอย่างเหมาะสม ส่งผลให้สามารถปลดล็อกการเติบโตของ MMVN ได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน”
ในมุมมองด้านผลตอบแทน เวียดนามยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดย GDP ปีล่าสุด (2025) เติบโตประมาณ 8% ขณะที่ MMVN เป็นธุรกิจที่มีกำไรอยู่แล้ว และการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ใช้แหล่งเงินทุนจากหนี้สินทั้งหมดโดยไม่มีการเพิ่มทุน ส่งผลให้ดีลนี้ช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้น (EPS) ตั้งแต่ปีแรกหลังปิดดีล ทั้งนี้ยังมี โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผสานศักยภาพภายในกลุ่มธุรกิจผ่านโครงการ Synergy ต่างๆ อาทิ อำนาจต่อรองด้านการจัดซื้อ การพัฒนา Private Label และการทำ cross-selling ซึ่งคาดว่าจะทยอยสะท้อนผลในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า
ด้านกระแสเงินสด MMVN มี EBITDA ประมาณ 1.2 พันล้านบาทต่อปี และไม่มีภาระหนี้เดิม แม้จะมีแผนลงทุนเพื่อขยายสาขาเฉลี่ยปีละ 500–1,000 ล้านบาท แต่สามารถรองรับได้ด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โดยไม่สร้างภาระเชิงโครงสร้างต่อฐานะการเงินของบีเจซี
สำหรับแผนการเติบโตในระยะ 5 ปีข้างหน้า MMVN ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ประมาณ 24 สาขา ครอบคลุมหลายรูปแบบธุรกิจ ทั้ง Cash & Carry, Depot, Food Service และ Supercenter โดยใช้งบลงทุนต่อสาขาประมาณ 200–600 ล้านบาท และยึดหลักการพิจารณาผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและคุณภาพการเติบโตในระยะยาว
นางฐาปณี ย้ำว่า “การเข้าซื้อ MM Mega Market Vietnam ในครั้งนี้ เป็นการเข้าถือครองแพลตฟอร์มค้าปลีก–ค้าส่ง ที่มีคุณภาพสูง พร้อมเติบโตไปกับโครงสร้างเศรษฐกิจเวียดนามยุคใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นได้ทันที”
“ช่วง 20 ปีที่ผ่านไป เวียดนามถือเป็นฐานหลักของธุรกิจเราแห่งหนึ่ง ไม่แพ้ในไทย แม้ตอนนี้จะมีขนาดธุรกิจเล็กกว่าแต่มีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องอย่างดี ซึ่งนอกจากธุรกิจค้าปลีก เช่น แฟมิลี่มาร์ท และ MM Mega Market แล้ว เรายังมีโรงงานผลิตแก้ว โรงงานผลิตกระป๋อง อีกด้วย”
บีเจซี และบิ๊กซี กำลังอยู่ในช่วงของการขยายต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะมองไ่ีปยังตลาดอเมริกา ซึ่งขณะนี้เริ่มทำการศึกษาตลาดความเป็นไปได้และรูปแบบธุรกิจแล้ว เพื่อจะปิดบิ๊กซีที่อเมริกา เพื่อเป็นช่องทางทาที่จะะนำสินค้าแบรนด์ไทยไปรุกต่างประเทศได้ แต่ตลาดอเมริกาคงต้องใช้ระยะเวลาอีกนานพอสมควร
อีกหนึ่งความท้าทายของบีเจซี บิ๊กซี คือ เป้าหมายการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งในเบื้องต้นนี้มองไปที่ 3 ตลาดหลักก่อนคือ ตลาดหลักทรัพย์ในสิงคโปร์ ซึ่งให้ความสนใจธุรกิจค้าปลีกของบริษัท, ตลาดหลักทรัพย์ในเวียดนาม ซึ่งเรามีMM Mega Market อยู่แล้ว แต่ด้วยขนาดธุรกิจที่ยังเล็กจึงต้องใช้เวลาอีกระยะ และฮ่องกง ที่บริษัทซื้อกิจการค้าปลีก About Thai เมื่อปี 2566 ก่อนจะรีแบรนด์เป็นบิ๊กซี พร้อมทุ่มงบฯ 700 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาต่อไป