งานวิจัยในสถานการณ์การใช้งานจริงที่ครอบคลุมรถปลั๊ก-อินไฮบริดเกือบ 1 ล้านคัน พบรถประเภทนี้กินน้ำมันมากกว่าที่ข้อมูลการทดสอบของภาครัฐระบุเฉียด 4 เท่า นักวิจัยยังพบว่า เจ้าของรถแบรนด์หรูชาร์จรถน้อยมากหรือกระทั่งไม่เคยชาร์จเลย
ปลั๊ก-อินไฮบริด (PHEV) คือรถที่ใช้ทั้งเครื่องยนต์สันดาปและระบบส่งกำลังไฟฟ้า ซึ่งในทางทฤษฎีนั้นช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและชดเชยข้อด้อยของระบบขับเคลื่อนแต่ละแบบ
ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า PHEV ใช้น้ำมันและปล่อยไอเสียมากกว่าที่กล่าวอ้าง โดยงานศึกษาเหล่านั้นส่วนใหญ่ชี้ว่า PHEV ไม่ได้เสียบชาร์จบ่อยครั้งเท่าที่ควร จึงอาจไม่ต่างจากรถไฮบริดแบบดั้งเดิมที่ใช้น้ำมัน
ทว่า ในงานวิจัยชิ้นใหม่ของสถาบันฟรอนโฮเฟอร์ของเยอรมนีที่ศึกษาข้อมูลจากรถเกือบ 1 ล้านคันทั่วยุโรป แสดงให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้ว PHEV ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าที่ผลการทดสอบของภาครัฐระบุไว้ถึงกว่า 300%
งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลจากระบบตรวจวัดการใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงานไฟฟ้าของรถ (OBFCM) จากรถ 981,035 คันทั่วยุโรป ครอบคลุมรถเกือบทุกรุ่นและพฤติกรรมการขับขี่เกือบทุกแบบ
การทดสอบประสิทธิภาพที่รัฐบาลในยุโรปรับรองตามมาตรฐาน WLTP คาดว่า รถปลั๊ก-อินไฮบริดทั่วไปใช้น้ำมันโดยเฉลี่ยราว 1.57 ลิตรต่อระยะทาง 100 กม. หรือราว 150 ไมล์ต่อแกลลอน แต่จากข้อมูลการใช้งานจริงของรถ 981,035 คันในการทดสอบของสถาบันฟรอนโฮเฟอร์พบว่า ใช้น้ำมันเฉลี่ย 6.12 ลิตรต่อระยะทาง 100 กม. หรือราว 38 ไมล์ต่อแกลลอน เท่ากับว่า PHEV ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าที่ระบุเกือบ 3.9 เท่า
นักวิจัยยังตรวจสอบในโหมด charge depleting หรือโหมดที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ ซึ่งพบว่า รถใช้น้ำมันถึง 2.98 ลิตรต่อระยะทาง 100 กม. หรือมากกว่าค่าเฉลี่ย WLTP ที่คาดการณ์ไว้เกือบสองเท่า สาเหตุอาจเป็นเพราะเครื่องยนต์สันดาปถูกเรียกใช้งานบ่อยกว่าคาด โดยอาจถูกเรียกทำงานเพื่อช่วยเร่งความเร็วรถหรือเนื่องจากแบตเตอรี่อ่อน
นักวิจัยยังพบว่า ผู้ใช้รถหรูอย่างปอร์เช่ เบนท์ลีย์ และเฟอร์รารี่ ไม่ค่อยหรือไม่เคยชาร์จรถเลย โดยเฉพาะปอร์เช่ที่ข้อมูลระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้ใช้แบรนด์นี้ชาร์จรถเพียง 7 kWh ตลอดระยะทาง 27,000 กม. และกว่าครึ่งของผู้ใช้ปอร์เช่ 11,307 คันไม่เคยชาร์จรถเลยตลอดระยะเวลาการทดสอบ
การคาดการณ์ที่คลาดเคลื่อนของภาครัฐ ทำให้การกำหนดกฎระเบียบควบคุมทำได้ยาก เนื่องจากตัวเลขประมาณการกับตัวเลขจากการใช้งานจริงแตกต่างกันมาก
อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปรับรู้ปัญหานี้และกำลังพยายามแก้ไขด้วยการปรับค่าประโยชน์ใช้สอย (UF) ซึ่งเป็นส่วนที่ประเมินว่า รถปลั๊ก-อินไฮบริดใช้เครื่องยนต์สันดาปบ่อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ PHEV ได้เครดิตด้านการปล่อยไอเสียต่ำลงและใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น
บรรดาผู้ผลิตที่ต้องการขายรถที่ยังต้องพึ่งพิงเครื่องยนต์สันดาปต่อไปนานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้พยายามล็อบบี้ โดยอ้างว่า ระบบเดิมดีอยู่แล้ว และไฮบริดควรมีบทบาทระยะยาวในระบบการเดินทางขนส่ง
ทว่า ฟรอนโฮเฟอร์เตือนว่า ถ้าไม่ปรับกฎให้เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลให้มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 23-25 ล้านตันใน 20 ปีข้างหน้า
ผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำวิธีทำให้ผู้ขับใช้พลังงานจากแบตเตอรี่มากขึ้น ไอเดียหนึ่งคือ “display transparency” โดยใช้แดชบอร์ดแสดงเปอร์เซ็นต์ระยะทางที่รถใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบกับพลังงานจากน้ำมัน อีกวิธีคือ “inducement” หรือการบังคับให้รถหยุดหรือชะลอความเร็วลงหากผู้ขับไม่ชาร์จรถทุก 500 กม.