สกพอ.เคลียร์จบ ดีเดย์ 3 เม.ย.69 ออก NTP เริ่มต้นก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาเมืองการบิน ปลดล็อกบิ๊กโปรเจ็กต์อีอีซี ย้ำเงื่อนไขเดิมเฟสแรก 12 ล้านคน/ปี และสูงสุด 60 ล้านคน สัมปทาน 50 ปี ด้าน UTA สละสิทธิ์ไม่รอไฮสปีด พร้อมเร่งศึกษาอัปเดตผู้โดยสารหวังหารือปรับแผนพัฒนาในอนาคต
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)หรือ EECO เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่า 290,000 ล้านบาท หลังจากเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 สกพอ.ได้ลงนามข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการฯร่วมกับ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ผู้รับสัมปทาน กรณีสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้างและการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (HSR) เส้นทางดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการฯ ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 UTA ได้ทำหนังสือยืนยันยันความพร้อมรายละเอียดและกรอบการดำเนินการงาน โดย สกพอ.กำหนดที่จะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) วันที่ 3 เม.ย.2569 โดยถือเป็นวันเริ่มนับเวลาโครงการระยะเวลา 50 ปี โดยสิ้นสุดสัมปทานปี พ.ศ.2619
ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี หรือเปิดให้บริการในปี 2574 นั้นจะมีแผนงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้สอดคล้องกับ โครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อให้แล้วเสร็จในห้วงเวลาเดียวกัน เพื่อเข้าสู่กระบวนการทดสอบความปลอดภัย และได้รับใบรับรองมาตรฐาน จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ก่อนเปิดให้บริการ โดยในส่วนของ ทางวิ่งที่ 2 มีระยะเวลาก่อสร้าง 1,095 วันหรือประมาณ 36 เดือน (ก่อสร้าง 30 เดือน ทดสอบรันเวย์ 6 เดือน) มีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ต.ค. 2571 ซึ่งตามกรอบเวลาทันกับการเปิดให้บริการสนามบินระยะแรก
ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีโครงสร้างทางวิ่งเป็นอุโมงค์ลอดใต้รันเวย์นั้น ขณะนี้โครงการอาจจะยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการก่อสร้างรันเวย์และอาคารผู้โดยสาร ของสนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากได้ปรับแก้ไขในเชิงวิศวกรรมร่วมกันแล้ว
ส่วนกรณีที่ บริษัท UTA เสนอปรับแผนการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โดยขอลดขนาดการพัฒนาขีดความสามารถของอาคารผู้โดยสารในระยะแรกแรก จากเดิมรองรับที่ 12 ล้านคนต่อปี เป็นเริ่มต้นที่ 3 ล้านคนต่อปี ภายใต้เงื่อนไข ว่าในช่วงแรก ยังไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น นายจุฬา กล่าวว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนหรือปรับลดการพัฒนาแต่อย่างใด โดยยังคงเงื่อนไขการพัฒนา 6 ระยะ ในระยะแรกพัฒนาในส่วนของงานหลักฯ และอาคารผู้โดยสาร ที่มีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ไม่น้อยกว่า 12 ล้านคน/ปี และจะลงทุนในระยะถัดไป (ระยะที่ 2-6) เมื่อมีปริมาณผู้โดยสารถึงร้อยละ 80 ของขีดความสามารถในการรองรับของระยะปัจจุบัน โดยเป้าหมายให้สนามบินอู่ตะเภารองรับผู้โดยสารในปีสุดท้ายได้ 60 ล้านคน/ปี
โดยขณะนี้ทางบริษัท UTA อยู่ระหว่างศึกษาและทำแผนการพัฒนาในแต่ละเฟสที่คิดว่าเหมาะสม ซึ่งหากมีผลการศึกษาออกมาอย่างไร ก็ต้องมีการพิจารณาร่วมกันหลังจากนี้ สกพอ.มองว่า อีก 5 ปีกว่าโครงการระยะแรกจะเปิด ซึ่งน่าจะมีอีกหลายปัจจัยที่จะเข้ามามีผลกระทบต่อโครงการ ทั้งเรื่องการพัฒนาเมืองการบิน ( Airport City) รวมไปถึงพื้นที่เมืองใหม่อัจฉริยะที่จะมีการลงทุนพัฒนา ทั้งสวนสนุกขนาดใหญ่ สนามกีฬาขนาดใหญ่ ที่จะช่วยกระตุ้นปริมาณผู้โดยสารและดึงดูดนักลงทุนให้มีการเดินทางอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ดังนั้น กรณีที่ UTA เคยเสนอขอลดขนาดโครงการเฟสแรก เหลือ 3 ล้านคน/ปี อาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ได้ อีกทั้งการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารที่รับ3 ล้านคนเทียบเคียงกับสนามบินหาดใหญ่เท่านั้น
“กำหนดออก NTP วันที่ 3 เม.ย. 2569 คือวันที่เริ่มต้นโครงการสนามบินอู่ตะเภาอย่างเป็นทางการ และเมื่อสนามบินเกิดขึ้น จะเป็นส่วนที่สร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานอีกหลายเรื่อง ในการพัฒนาพื้นที่อีอีซี”เลขาฯสกพอ.กล่าว