สนค.เจาะลึกการส่งออกสินค้าเกษตรไทย ปี 68 พบสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ได้กลายมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการส่งออก โตต่อเนื่อง 2 ปีติด ส่วนสินค้าเกษตรลดลงครั้งแรก หลังขยายตัวในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา เผยจีนยังคงเป็นตลาดหลัก โดยมีอินเดียเป็นตลาดดาวรุ่ง และอินโดนีเซียที่ไม่ควรมองข้าม ส่วนข้าว มันสำปะหลัง มูลค่าลดต่อเนื่อง แนะมุ่งเกษตรมูลค่าสูง กระจายตลาด ลดความเสี่ยง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์สถิติการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย ปี 2568 พบว่า มีมูลค่ารวม 52,072.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.4% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 1,709,075 ล้านบาท แยกเป็นสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่า 24,381.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 4.1% คิดเป็นเงินบาท 799,950 ล้านบาท และสินค้าเกษตร มูลค่า 27,691.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 4.1% คิดเป็นเงินบาท 909,125 ล้านบาท
โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป มูลค่า 3,811.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 15.63% ของมูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์เลี้ยง 3,276.3 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 13.44% ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ 3,155.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.94% น้ำตาลทราย 2,680.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11.00% และ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 2,455.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 10.07% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 63.08%
ตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ สหรัฐฯ มูลค่า 3,771.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 15.47% ของมูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร จีน 1,818.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.46% ญี่ปุ่น 1,677.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.88% อินเดีย 1,541.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.32% และเมียนมา 1,237.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 5.07% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 41.20%
สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กากน้ำตาล เพิ่ม 48.0% ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เพิ่ม 41.9% โกโก้และของปรุงแต่ง เพิ่ม 27.4% ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ เพิ่ม 17.9% และผลไม้กระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 15.8% และที่หดตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ ลด 13.6% เครื่องดื่ม ลด 4.0% ซุปและอาหารปรุงแต่ง ลด 3.8% นมและผลิตภัณฑ์นม ลด 3.3% และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ลด 0.9%
ตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย เพิ่ม 53.5% ฟิลิปปินส์ เพิ่ม 21.4% อินโดนีเซีย เพิ่ม 18.0% เมียนมา เพิ่ม 15.6% และเนเธอร์แลนด์ เพิ่ม 12.8% และตลาดที่หดตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กัมพูชา ลด 30.6% จีน ลด 21.2% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 11.3% ญี่ปุ่น ลด 2.4% และสิงคโปร์ ลด 1.9%
สำหรับสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มูลค่า 6,507.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 23.50% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร ยางพารา 5,013.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 18.10% ไก่ (สดแช่เย็นแช่แข็ง และแปรรูป) 4,588.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 16.57% ข้าว 4,516.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 16.31% และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 2,888.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 10.43% รวม 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 84.91% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด
ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ จีน มูลค่า 10,535.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 38.05% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร ญี่ปุ่น 3,389.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.24% สหรัฐฯ 1,779.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.43% มาเลเซีย 1,280.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.63% และสหราชอาณาจักร 1,036.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 3.74% รวม 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 65.08% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด
สินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ พืชน้ำมัน เพิ่ม 121.1% ข้าวโพด เพิ่ม 41.1% เครื่องเทศและสมุนไพร เพิ่ม 37.2% เมล็ด ผลและสปอร์ ชนิดที่ใช้ในการเพาะปลูก เพิ่ม 13.7% และกล้วยไม้ เพิ่ม 12.9% และสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าว ลด 30.0% ปลาสด แช่เย็นแช่แข็ง ลด 8.6% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ลด 8.2% เนื้อปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง ลด 6.2% และผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ลด 0.1%
ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เมียนมา เพิ่ม 61.9% เวียดนาม เพิ่ม 53.9% เนเธอร์แลนด์ เพิ่ม 24.5% สปป.ลาว เพิ่ม 19.8% และแคนาดา เพิ่ม 17.0% และตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย ลด 68.1% ฟิลิปปินส์ ลด 46.6% อิรัก ลด 29.5% แอฟริกาใต้ ลด 23.2% และไต้หวัน ลด 11.3%
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ภาพรวมปี 2568 แม้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยจะหดตัวที่ 4.1% หลังจากขยายตัวต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรกลับขยายตัวได้ถึง 4.1% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนว่า สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรได้ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์หลักของภาคเกษตรไทยในปี 2568 โดยมีสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ รวมถึงสิ่งปรุงรสอาหาร ซึ่งสะท้อนโอกาสของไทยในการเร่งส่งเสริมการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งปรับบทบาทจากการส่งออกวัตถุดิบไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มมากขึ้น
ด้านตลาดส่งออก จีนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหลักของไทย คิดเป็นสัดส่วน 23.72% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่มูลค่าการส่งออกไปจีนหดตัวที่ 0.2% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนสัญญาณความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงตลาดเดียว ขณะเดียวกัน ยังพบสัญญาณเชิงบวกจากตลาดดาวรุ่งอย่างอินเดีย ซึ่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรของไทยขยายตัวสูงถึง 53.5% และขยับอันดับขึ้นมาเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 4 ของไทย (อยู่ในอันดับ 8 ในปี 2567) โดยมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เพิ่ม 68.3% อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 11.5% และสิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 21.1% และยังพบภาพตลาดที่เติบโตสวนทางอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งแม้การส่งออกสินค้าเกษตรจะหดตัวสูงจากสินค้าหลักหลายรายการ แต่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรกลับขยายตัวได้ต่อเนื่อง จึงควรเร่งส่งเสริมศักยภาพในการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
สำหรับโครงสร้างสินค้าเกษตรส่งออก พบว่า สินค้าเกษตรโภคภัณฑ์หลักของไทยเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้าว ซึ่งเคยเป็นสินค้าเกษตรส่งออกมูลค่าสูงอันดับที่ 2 ในช่วงปี 2566–2567 ลดอันดับลงมาอยู่ที่อันดับที่ 4 ในปี 2568 และมีมูลค่าการส่งออกหดตัวถึง 30.0% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ซึ่งเคยอยู่อันดับที่ 5 ก็หดตัวเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย และตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งปรับโครงสร้างการส่งออก ยกระดับสินค้าเกษตรหลักให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดเฉพาะ Niche Market ควบคู่กับการลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านปริมาณเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว
“แม้ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยจะหดตัวเล็กน้อยที่ 0.4% แต่พบสัญญาณบวกที่สำคัญจากการปรับตัวของสินค้าไทยสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงทิศทางการยกระดับโครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทย จึงควรเร่งผลักดันสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์เทรนด์ตลาดโลกควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงด้านสินค้าและตลาด เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคเกษตรไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงในเวทีการค้าโลก”นายนันทพงษ์กล่าว