xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) สู้มาด้วยลำแข้งตัวเองจากทุนเพียง 800 บาทเริ่มต้นอาชีพค้าขายมา 29 ปีกว่าจะเป็น “เจ๊แมวปลาดุกฟู”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“อย่างพูดถึงเราแบบกำลังท้อหรือไม่มีอะไรทำอย่างเงี้ย คือให้มองดูก็คือมองดูว่าเราจะทำงานอะไรคือเราต้องขยันลูกเดียว เพราะเนี่ยทำมาไม่เคยหยุดเลยนะ นอกจากว่าไม่สบายเข้าโรงบาลแค่นั้นที่หยุด ขยันอย่างเดียวเป็นที่ตั้งเลย แล้วก็เราจะทำงานอะไรก็แล้วแต่เราก็ยึดติดอันนั้นสู้อย่างเดียว เราอย่าไปจับหลายมืออย่างที่นี่ที่เคยทำแล้ว มันจะไม่ประสบความสำเร็จใช่ไหมล่ะ เราก็เอาอันนี้อย่างเดียวเลยมันก็ประสบความสำเร็จนะ


เราอย่าไปจับหลายมืออย่างที่นี่ที่เคยทำแล้ว มันจะไม่ประสบความสำเร็จใช่ไหมล่ะ เราก็เอาอันนี้อย่างเดียวเลยมันก็ประสบความสำเร็จนะ แล้วอย่างถ้าใครไม่มีงานทำ ทุนน้อย ๆ ก็สามารถรับไปขายได้ใช่ไหม อย่างบางคนมีน้อยเริ่มต้นรับไป 10 ถุงก็ลงทุนแค่ไม่กี่ร้อยบาทเนาะ ชุดเล็กแค่ 200 กว่าบาทไปซื้อผักซื้ออะไรก็ไม่เท่าไหร่ แล้วไปขายมันก็ยังได้กำไร เอามาต่อทุนกันได้อีก เพราะเนี่ยแต่ก่อนเนี่ยตอนที่จะมาทำยำปลาดุกฟูทุนไม่มีหรอก มีแค่ 800 บาท แปดร้อยบาทเนี่ยซื้อของทำของขายก็หมดแล้วนะ แต่ขายมาได้กำไร 100-200 นี่ดีใจมากเลยนะแต่ก่อน ได้ทุนด้วยได้กำไรด้วย แล้วเราก็ไปซื้อของมาทำแล้วเหลือสมมติเราซื้อของแล้วเราเหลือ 100-200 เราเก็บเงินก้อนนั้นไว้เลย เราจะไม่เอาไปใช้ เราจะใช้แค่ว่าซื้อกินซื้อข้าวกินเราอย่าไปใช้สุรุ่ยสุร่าย” จันทร์เพ็ญ ทองพงษ์เนียม (เจ๊แมว) เจ้าของโรงงานเจ๊แมวปลาดุกฟูและน้ำพริกขายส่ง เปิดใจถึงเส้นทางการต่อสู้ชีวิตมาด้วยลำแข้งของตัวเองก่อนจะกลายมาเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน เจ๊แมวยังบอกด้วยการขายของถ้าเราขายได้กำไรเยอะหรือขายดีขายอะไรเงี้ยเราก็อย่าหยุดบ่อย ถ้าหยุดบ่อยเมื่อไหร่ “ทุน” หมดเมื่อนั้น เพราะเรากินทุน เราต้องทำอย่างเดียว ทำคือทำ นี่ก็คือจากทุน 800 บาทเองเพราะเราเอาเงินต่อเงิน เงินต่อเงิน เพราะแต่ก่อนพอได้กำไร 200-300 เราจะเก็บเงินก้อนนั้นไว้เลยเราจะใช้แค่เศษตังค์พวก ตังค์เหรียญตังค์แบงก์ 20 อะไรซื้อแค่กับข้าวกิน ซื้อข้าวกินเราอยากกินขนมเราก็ได้กินอย่างเงี้ย แต่เรารู้จักใช้เราก็เก็บส่วนที่มันเป็นแบงก์ร้อยแบงก์ใหญ่เราเก็บเราอย่าไปแตะมัน สะสมไปเรื่อย ๆ มันก็เยอะเอง


จาก “แม่เลี้ยงเดี่ยว” กรรมกรก่อสร้างได้ค่าแรงวันละ 100 กว่าบาท มันไม่พอ!
ในวัย 64 ปีแล้วนับมาถึงตอนนี้ ก็เรียกว่าทุกอย่างผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนกระทั่งพบกับความสำเร็จที่ตั้งใจ เจ๊แมวเล่าให้ฟังว่า พื้นเพเดิมตนเองเป็นชาวจังหวัดสุโขทัยเริ่มเข้ากรุงเทพฯ มาสมัยนั้นหลังจากที่ “สามี” ได้เสียชีวิตลงพร้อมกับภาระในการเลี้ยงดู “ลูก” ทั้งสามคนแต่เพียงลำพังคนเดียว ต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทนทันที ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยต้องทำงานอะไรเลยเป็นแม่บ้านให้กับสามีอย่างเดียวเพราะเขาจะเป็นคนที่คอยหาเลี้ยงเรากับลูกมาตลอด “ก็อายุประมาณ(แฟนเสียชีวิต) 26-27ปี เริ่มต้นเลยก็คือมาขายล็อตเตอรี่ก่อน เดินขายได้กำไรใบละ 1 บาทบางทีก็ 50 สตางค์สมัยนั้นได้น้อย ไม่พอกิน ก็เลยย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ โดยที่ลูก ๆ ทั้งสามคนก็จะฝากไว้กับป้าเขา (พี่สาวของสามี) ให้ช่วยเลี้ยง ก็หนีมากรุงเทพฯ นั่นแหละทิ้งลูกเอาไว้ให้เขาช่วยเลี้ยง แล้วก็มาทำงานเนี่ยทำงานก่อสร้าง มันก็ไม่พอกินไม่พอส่งให้ลูกเรียน ค่าแรงวันละ 150 บาท ไปแบกของในท่าเรืออะไรเงี้ยก็จะได้วันละ 100-200 ทีนี้มันเป็นงานหนัก ทำไม่ไหว! ก็เลยไปรับเนื้อหวาน(ข้าวเหนียวเนื้อหวาน) มาแพคขาย เดินขายตามสลัมก็รายได้มันได้น้อย ก็เลยมาหัดขายของ”


พอไปซื้อ “ยำปลาดุกฟู” เขากินเนี่ย ก็เลยอยากทำ ก็เลยมาหัดทำ และก็ทำไม่เป็นหรอกแต่แม่ค้าที่อยู่ข้าง ๆ หรือลูกค้าที่มาซื้อกินเขาก็ให้กำลังใจ แล้วเขาก็จะสอน สอนว่าให้ใส่อันนั้นใส่อันนี้ก็เลยทำตามเขาหมด เรื่องรสชาติลูกค้าก็จะมาคอยช่วยติเตือนเพราะจะได้แบบ เราเจอคนดี เขามาช่วยสอนช่วยอะไรเราก็เอาทำตามเขา ก็มันจะได้แบบน้ำยำเนี่ยเราจะได้สูตรของลูกค้าเลย เพราะลูกค้าจะช่วยติเตือน เราก็จะจำเอา ก็จะเป็นสูตรที่ว่าดั้งเดิมไม่มีเปลี่ยน ปลาดุกฟูก็จะเป็นสูตรที่ว่าลูกค้าเขาช่วยสอน แม่ค้าข้างร้านช่วยสอน ก็มาหัดทำจนเป็น

กว่าจะทอดได้เป็นแพสวย ๆ แบบนี้ใช้เวลาเรียนรู้สูตรการทำอยู่เกือบปีถึงได้
กว่าจะเป็น “เจ๊แมวปลาดุกฟู” ค่อย ๆ เรียนรู้มาจากลูกค้าเป็นคนสอน
ไปตลาดไปซื้อยำปลาดุกฟูเขากิน ไปซื้อป้าแก่ ๆ พอซื้อของเขามาแล้ว เราก็มาลองหัดทำดู ลูกค้าก็ให้กำลังใจ“มาหัดทำวันแรกมันก็ไม่เป็นปลาดุกฟูหรอก มันป่น ๆ ป่น ๆ ดำ ๆ คือเรายังไม่เป็นน่ะมาหัดทำ แต่ลูกค้าที่มาซื้อกินเขาเห็นป้ายว่ามียำปลาดุกฟู เขาบอกว่ามียำปลาดุกฟูเหรอ ยำให้กินหน่อย แล้วทางนี้ก็บอกว่ามันกินไม่ได้นะมันป่นละเอียดเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไรยำมาเถอะ”เนี่ยแหละคือเราเจอคนดีที่ให้กำลังใจเรา แล้วตั้งแต่นั้นมาเราก็พยายามหัดทำ หัดทำจนเป็น“ก็จะมีป้าร้านขายแกง เราทำน้ำยำเสร็จ ป้าช่วยชิมหน่อย แล้วก็ลูกป้าร้านขายแกงก็จะบอกว่าพี่แมวต้องใส่เกล็ดขนมปังนะเพราะหนูเห็นที่ร้านอาหาร(เขาไปทำงานในห้างฯเขาเคยเห็นมา) เขาก็บอกว่าต้องใส่นี่นะมันถึงจะเป็น “แพ” นะอะไรนะ ก็ลองมาแล้วมันก็ยังไม่เวิร์ก มันยังไม่เวิร์ก แล้วทีนี้มาเจออีกเขาบอกว่าต้องใส่น้ำมันนะ ก็มาผสมน้ำมันเอามาผสมรวมกันหมดเลย มันถึงได้เป็นปลาดุกฟูแบบนี้มา”

ปลาดุกนี่เราจะต้มก่อน แกะเอาเนื้อมันเป็นสูตรเอามาต้ม(ไม่ได้ย่าง) แกะเอาเนื้อแล้วก็ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วก็มาปั่นมาเข้าส่วนผสม ส่วนผสมตามที่บอกมีเกล็ดขนมปังมีน้ำมันผสม ผสมแล้วก็ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน ๆ คือทอดปลาดุกฟูมันต้องใช้ “ไฟ” ร้อน ใช้น้ำมันร้อน มันถึงจะฟู ถ้าน้ำมันไม่ร้อน มันด้าน“ก็ใช้เวลาเกือบปี! กว่าจะได้เป็นสูตรออกมาแบบนี้ แต่ที่มองดูว่ามันง่าย ใคร ๆ ก็ว่าง่าย แต่ถ้าทำขายจริง ๆ มันยาก” ส่วน “น้ำยำ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ๊แมวเลยก็คือ จะใช้น้ำตาลเคี่ยวกับน้ำปลา รสที่ออกนำก็คือมันจะออกแนวเปรี้ยวหวาน เค็ม เผ็ด จะมี 4 รสพอดี


เริ่มต้นขายจริงจังก็ทำขายที่ตลาดนัด (เป็นร้านยำปลาดุกฟู) ออกตลาดนัดก่อน การตอบรับจากลูกค้าเขาก็บอกว่า อร่อย แล้วเขาก็บอกต่อ ๆ กัน บางทีเขาซื้อไปฝากญาติเขาอะไรอย่างเงี้ย และก็พอต่อมาก็จะมีคนมาหามาอะไรมาติดต่อ “คือเขาไม่รู้หรอกว่าปลาดุกฟูเจ้านี้มาจากตรงไหน เขาก็จะไปเที่ยวถามหาเบอร์โทรตามตลาดที่สะพานใหม่ ตอนนั้นขายอยู่ที่หน้าวัดเกาะนั่นแหละ หน้าโรงเรียนวัดเกาะสุวรรณาราม เขตสายไหม” ทำวันละ 3 กก. ถึง 5 กก. แล้วลูกค้าที่มาติดต่อไปขายก็เขาจะไปเที่ยวถามหาเบอร์โทรที่ตลาดสะพานใหม่ ตามแผงแม่ค้าขายปลาดุกใช่ไหม แล้วทางโน้นคือเราเคยเอาปลาจากเขาไงแต่ก่อนเขาก็ให้เบอร์โทรมา เขาก็มาติดต่อมาเขาก็ขายจนถึงทุกวันนี้ เป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว

นำ้พริกกระปุกฝาซีลที่ราคาดีมาก ๆ คนรับไปขายก็ยังมีกำไร
ใช้ปลาดุกวันละ 1,000 กว่ากิโลดิวตรงจาก “บ่อ” ถ้าไม่งั้นไม่พอ!
ประมาณ 3-4 เดือนที่ไปนั่งขายตลาดนัด มันก็เริ่มแบบติดปาก คนซื้อไปกินติดปากก็สนใจรับไปขาย บอกต่อ ๆ กันไปมันเลยกระจาย ก็เลย “ทำส่ง” อย่างเดียว มันก็เป็นจุดเปลี่ยนอีกอันหนึ่ง“ก็เริ่มแรกเลยทำขายวันละ 3 โล มันก็ค่อย ๆ เขยิบมาทีละ 5 โล ๆ อย่างเงี้ย คือเหมือนว่า มีลูกค้าเจ้าแรกเลยเขาทำงานในกรมฯ เขารับไปขายแล้วก็ เขาก็บอกญาติมารับ บอกคนโน้นมารับ ทุกวันนี้เขาก็ยังรับอยู่ยังขายอยู่ คือเขาเป็นลูกค้ามา 20 กว่าปี”

ก็จะใช้ “ปลาดุก” วันละประมาณ 1,000 กก.(ถึง 1,100 กก./วัน) ซึ่งพอทำเป็นปลาดุกฟูออกมาแล้วมันก็จะได้ มันก็เบา ก็คืออย่างปลา 50 กก.(เนื้อปลา) ที่ผสมแล้วใน 1 กะละมัง ก็จะทอดได้อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 4-5 กระด้ง(4 แพเท่ากับ 1 กก.) แล้วใน 1 กระด้งก็จะวางแพที่ทอดเสร็จแล้วได้ประมาณสัก 10 กว่าแพถึง 20 กว่าแพหรือถึง 30 แพ ประมาณนี้แล้วแต่คนทอดเขาจะวาง“ก็จะได้อยู่ในเกณฑ์ 4 ด้ง 5 ด้งแหละทอดออกมาเป็นเนื้อปลาดุกฟูแล้ว อย่าง 1,100 โลก็จะทอดได้อยู่ในเกณฑ์ประมาณร่วม 100 กระด้ง ประมาณนั้นแหละ”ก็จนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ยังใช้ปลาดุกสดต่อวัน ทำใหม่วันต่อวัน ก็อยู่ในเกณฑ์นี้ 1,000-1,100 กก.


ปลาดุกก็เคยลองมาทุกแบบ แต่ก่อนใช้ปลาดุกบิ๊กอุย แล้วทีนี้เจอปัญหาที่ว่าราคามันแพงมากเราใช้ไม่ไหว ก็เลยหันมาใช้ปลาดุกรัสเซีย“ใช้ตัวย่อม ๆ ประมาณ 3 ตัว/กก. อะไรอย่างเงี้ยมันก็ไม่ได้ใช่ไหม “เนื้อ” มันน้อย แล้วอายุมันไม่ถึง ก็เลยต้องมาใช้ตัวใหญ่(เป็นไซซ์ตกเกรดที่ตลาดผู้บริโภคไม่นิยมปลาดุกตัวใหญ่ๆ) ทดลองใช้ตัวใหญ่ มันก็เลยดู “ฟู” สวยมีน้ำหนัก มันก็ “เนื้อ” ก็จะออกด้วย” แต่ก่อนก็ทำแพปลานะ แพปลาอยู่ที่คลองสี่ ทำเองเพื่อที่จะส่งลูกค้าด้วยและเพื่อป้อนโรงงานของเราเองด้วย แล้วก็ทำบ่อปลาด้วยเพื่อจะเลี้ยงปลาป้อนโรงงานฯ แต่มันไม่ประสบความสำเร็จ เจ๊งหมด! ไม่เป็นท่าเลยทั้งแพปลา-บ่อปลา ก็เลยเอาอันนี้อย่างเดียวแหละ คือไปหารับซื้อไปหาตามบ่อตามอะไร ก็จะมี “ลูกชาย” ก็จะมีเบอร์โทรที่ทำแพปลาอยู่แต่ก่อน เป็นเครือข่ายกันก็จนถึงทุกวันนี้เลยใช้ปลาจากเกษตรกรเครือข่ายแทนมา ลูกชายจะเป็นคนติดต่อคุย“คือมันเป็นปลาตกไซซ์ไงที่ตามท้องตลาดไม่ต้องการ เพราะมันใหญ่ไป ก็คืออันมันใหญ่สุดเนี่ยเขาจะขายที่ไหนไม่ได้เลยนอกจากเจ๊แมวปลาดุกฟูอย่างเดียว มาขายที่นี่อย่างเดียวรับซื้อ”


ทำโรงงานปลาดุกฟูอยู่ 10 กว่าปี ก็เริ่มต่อยอดมาสู่ “น้ำพริก” ด้วย
ก็ทำปลาดุกฟูส่งอย่างเดียวเลยอยู่ประมาณ 10 กว่าปี จนมารุ่นที่ว่า “ป้าติ๋ว” เขาออกรายการฯ ทำน้ำพริกผัดพริกขิงปลาดุกฟู เราก็ดูแล้วเอ๊ย! เราอยากทำบ้าง“ก็ได้เห็นป้าติ๋วเป็นไอดอลของเราไง ก็เลยมาหัดทำ มันก็ไม่ยากนี่นาเพราะเราทำกับข้าวเป็นแล้วนี่ มันก็ไม่ยากเลยเนาะก็แค่ พริกแกงเอามาปรุงรสมันก็เป็นแล้ว(ตอนแรกคิดแบบนั้น) แต่พอมาทำแล้วมันก็ คือมันทำได้ไม่เหมือนเขา! แต่ก็พยายามหัด หัดจนเป็นก็ ก็เลยเอามา “อบ” มันก็ได้ในที่สุด” ทำเป็นน้ำพริกให้มันออกมาแบบแห้ง ๆ เพื่อให้มันอยู่ได้หลายวัน มันจะได้ถึง 3-4 เดือนหรือ 5 เดือน เพราะมันที่มันอยู่ได้นานเพราะเราใช้สมุนไพร เราจะไม่ใช้ผงปรุงรส เราจะใช้พวกแนวพริกแกงแล้วก็มาเติมพวกข่า ตะไคร้ พริกแกง หอม กระเทียม มาเพิ่มอีกมันก็จะช่วยยืดเวลาให้เรา แล้วเรามาอบแห้ง แห้งเลยเอาให้ถึงกรอบเลยมันก็จะอยู่ได้นานขึ้นไปอีก โดยที่เราแบบไม่ได้ใส่สารกันบูดเลยนะ

ก็ให้เขาเป็นตัวเลือก แต่ก่อนจะทำแค่ผัดพริกขิงปลาดุกฟูอย่างเดียวแล้วก็ค่อย ๆ เขยิบมาเป็นผัดพริกขิงปลาสลิด แล้วก็ค่อย ๆ เขยิบมาเป็นแนวนรกอะไรอย่างเงี้ย ค่อย ๆ ไปเรื่อยถึงตอนนี้ก็มีน้ำพริกต่าง ๆ อยู่ประมาณ 11 ชนิดแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นน้ำพริกแนวแห้ง มีเปียกอย่างเดียวมาก็คือ น้ำพริกปลาร้าผัด ตัวเดียวแต่ตัวอื่นไม่ประสบผลสำเร็จ ลองทำแล้วมันไม่ผ่าน ก็คือมันอยู่ได้แค่ 15 วัน อย่างมันจะมีปัญหาที่ว่าลูกค้ารับไปขายปุ๊บ มันเกิดปัญหาขึ้นรา ก็เลยต้องยกเลิกเอาคืนกลับหมด แล้วก็จะไม่ทำ อันไหนที่มีปัญหาเราไม่ทำเพราะเราไม่เก่ง


เป็น “ราคาส่ง” ที่ดีต่อใจมาก! คนมารับไปค้าต่อก็ “กำไร” เห็น ๆ
อย่าง “น้ำพริก” เป็นกิโล ๆ ละ 220 บาท ทุกตัวเลย และก็ถ้าบรรจุเป็นกระปุก กระปุกฝาธรรมดา จะส่งราคา 24 บาท“คือเราคิดแต่ค่ากระปุกใช่ไหม ค่าน้ำพริกก็ราคาเป็นกิโลนั่นแหละมันก็จะแพงกว่าโลหน่อยนึง (ค่ากระปุก) ถ้ากระปุกฝาซีลก็ 30 บาท เราก็จะคิดบวกค่ากระปุกไป ค่าน้ำพริกก็ขีดละ22 บาท เพราะเราไม่ได้มาอัพราคามากมายไงก็คือ เราอยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้”มาที่นี่(โกดัง&โรงงานเจ๊แมวปลาดุกฟู) ได้ “ราคาส่ง”ทันที แบบไม่มีขั้นต่ำเลย ถ้ามาซื้อไปกินเนี่ยก็คือได้ราคาส่งที่โรงงานเท่านั้น

ส่วน “ปลาดุกฟู” ราคาก็จะมีทั้งแบบ ชุดเล็ก(ปลาเปล่า) 16 บาท เป็นปลาล้วน ๆ ไม่มีถั่วไม่มีน้ำยำ ถ้าชุดเล็กใครจะเอาถั่วไม่เอาน้ำยำก็ 18 บาท ถ้าจะเอาครบเครื่องเลย(มีปลา ถั่ว น้ำยำ) ก็ 22 บาท แล้วก็ชุดใหญ่(ปลาเปล่า) ชุดละ 26 บาท(บรรจุ1ขีด) ในถุง 6x9 หรือบางทีก็ใส่ไปเกิน 1 ขีดด้วยซ้ำ แล้วก็ปลาใหญ่(ที่มีถั่ว) จะชุดละ 28 บาทไม่มีน้ำยำ ถ้าครบชุด(มีปลา ถั่ว น้ำยำ) ชุดละ 32 บาท หรือถ้าซื้อแค่ปลาเปล่า ๆ ก็จะขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 260 บาท“ถ้าซื้อแยก ปลากิโลละ 260 บาท น้ำยำถุงละ 4 บาท ถ้าเป็นขวดเอาไปกรอกถุงเอง ขวดละ 40 บาท เพราะบรรจุใส่ขวดค่าขวดไปแล้วใบละ 5-6 บาท เราจะได้ค่าน้ำยำแค่ขวดละ 34 บาทหลังหักค่าขวดแล้ว”บางคนเอาเป็นกิโล เอาแต่ปลาเปล่า ๆ ไปเขาก็จะทำถั่วเองทำน้ำยำเองแล้วแต่ บางคนก็จะเอาแค่ปลากับถั่วน้ำยำไม่เอา บางคนก็จะเอาครบชุด มันไม่เหมือนกันบางคนเอาชุดเล็ก เอาเปล่าด้วย เอาถั่วเอาน้ำยำด้วยอย่างเงี้ยแล้วแต่ลูกค้าทางเขาชอบแบบไหน อยากได้แบบไหนก็บอกเราก่อนได้ โดยจะติดต่อกันทาง Line เท่านั้น อย่างลูกค้าใหม่มาเราก็จะแอดไลน์ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งถ้าลูกค้าจะมาหาเจ๊แมวปลาดุกฟู เวลาปักหมุดพิกัดที่จะมาหาให้เพิ่มคำว่า “เพิ่มสิน 21” โกดัง 33/95 มันก็จะมาที่นี่เลย

ลูกค้าที่มารับไปขายต่อ
“อุปสรรค” มีไว้เพื่อไม่ท้อ สู้จนถึงที่สุดคือ “คาถาความสำเร็จ”
เจ๊แมว หรือ คุณจันทร์เพ็ญ ทองพงษ์เนียม เจ้าของโรงงานเจ๊แมวปลาดุกฟูและน้ำพริกราคาส่ง บอกด้วยว่า บางคนเอาไปออกบูธ บางคนเอาไปขายตามตลาดนัด บางคนก็ร้านอาหาร หลากหลายเพราะเขาไม่ต้องไปทอดเพราะเขาทอดแล้วมันก็สไตล์เดียวกัน(เหมือนตอนเจ๊แมวทำใหม่ ๆ คือมันไม่ค่อยเป็นแพสวย) เหนื่อย เขาบอกว่าเอานี่ดีกว่าอร่อยด้วย ถูกตังค์กว่าด้วย เพราะร้านอาหารอย่างเขาเอาชุดเล็กไป ไปจัดชุดเขาสามารถขายได้จานละ 100 บาท จากที่นี่ปลาเปล่ามีถั่วมีน้ำยำแค่ 22 บาท เอาขึ้นร้านอาหารได้ราคาเป็น 100 บาท! หรือถ้าใครจะเอาไปติด “แบรนด์” เป็นของตัวเองก็ได้หมด ไม่ซีเรียสหรอกใครอยากใช้แบรนด์ของเขาก็ใช้ไป ใครอยากเอาแบรนด์เจ๊แมวก็ใช้ได้

ถุงเดียวก็มาซื้อได้ที่โรงงาน เราก็ให้ราคาส่ง ก็คือราคาส่งก็ตามที่ขึ้นป้ายเอาไว้เพื่อแจ้งให้กับลูกค้าได้ทราบกัน เพราะว่าเวลาลูกค้าเขามาเอาไปขายต่อเขาก็ต้องไปทำกำไรของเขาด้วย จะมากบ้าง น้อยบ้าง ก็แล้วแต่เขาอยากขายคล่องก็ตั้งราคาให้มันเบาหน่อย อย่างน้ำพริกถ้ากระปุกฝาธรรมดารับไป 24 ขายคล่อง ๆ ก็ขาย 35 บาท(3 กระปุก100 บาท) คือราคาเบาสุด ถ้าอยากได้เยอะหน่อยก็ 40 บาท แต่ถ้ากระปุกฝาซีลก็รับที่นี่ 30 เอาไปขายกัน 50 บาทราคาเบา(45-50บาท) ถ้าใครอยากได้มากหรือสถานที่ขาย “ดีๆ” หน่อยก็ขาย 60 บาทได้เลย

หน่วยเดลิเวอรีของโรงงานเจ๊แมวปลาดุกฟู
เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันแบบนี้ มีคนเข้ามาซื้อมาค้าขายกับเจ๊แมวปลาดุกฟูเยอะขึ้นกว่าเดิมไหมก็มีลูกค้าใหม่
ๆ เริ่มเข้ามาเยอะขึ้น แต่ว่าก็มีลูกค้าเก่า ๆ เลยโดนโกงไปเยอะ! (หัวเราะ) คือเหมือนแบบค้าขายกันมานาน เขาขอเครดิตก่อนเอาไป ๆ แล้วก็หายไปเลย! อะไรเงี้ย เราก็ไม่เข้าใจ ก็คือบางทีเราก็บอกผ่อนมาบ้างนะอะไรบ้างอะไรเงี้ย เขาก็ผ่อนบ้างพอต่อ ๆ ไปเขาก็ไม่ผ่อน เขาก็หายไปเลยเขาก็ไม่สั่งอย่างเงี้ย เราก็หาลูกค้าใหม่ไป ลูกค้าใหม่ก็มาแทนที่(หัวเราะ)“แต่ก็ดีว่าเรายังพอมีว่าขายรถไป ขายที่ไปอะไรอย่างเงี้ย เอาบ้านจำนำบ้างอะไรมาประคองตัวเองไง ในช่วงเศรษฐกิจตอนนี้ กระทบอยู่ก็ตั้งแต่โควิดฯ มาจนถึงทุกวันนี้นะ”จากที่ว่าโควิดฯ มาแล้วก็นี่งานเหลือ 3 วัน ก็ทน ประคองตัวเองมาเรื่อยแต่กำไรไม่มีหรอกแต่ก็ขอให้ “ลูกน้อง” มีงานทำ แต่ก่อนนี่ทำ 7 วันเต็มเลยนะ ออร์เดอวันละ 5000-7000 ถุง/วัน พอตั้งแต่เศรษฐกิจมาเป็นแบบนี้ออร์เดอหายไปเยอะเลย เราก็ประคองมาได้ 4-5 ปีจนทุกวันนี้“แต่ตอนนี้งานได้ 5 วันแล้ว (หัวเราะ) จาก 3 วันมาเป็น 5 วันแล้ว” แต่ก็ต้องทนเนาะ ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็แล้วแต่วัน เพราะลูกค้าบางเจ้าเขาไม่หนีไปจากเราก็จะค้าขายกันมานาน แล้วเราก็ได้ลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามาด้วย

“จากคนไม่มีอะไรเลย ก็ยังมี มีกิจการ มีบ้านให้ลูกอยู่ มีบ้านให้ตัวเองอยู่ อันนี้ก็ภูมิใจเนาะถึงจะประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง มันก็ยังไปได้ก็คือขอให้สู้อย่างเดียว อย่าท้อ ไม่มีใครมาคอยให้ความช่วยเหลือเราได้ญาติพี่น้องก็คือมีแต่พึ่งเรา แต่เราเวลาลำบากเราพึ่งใครไม่ได้เลย ต้องพึ่งตัวเองดีที่สุด เพราะคนอื่นก็ไม่สามารถที่จะช่วยเราหรอกไอ้เพราะเราทำงานอย่างงี้เนาะ เขาไม่มีเงินมาซัพพอร์ตเรา เราก็ต้องช่วยตัวเอง”



สู้มาด้วยลำแข้งตัวเองจากทุนเพียง 800 บาทเริ่มต้นอาชีพค้าขายมา 29 ปีกว่าจะเป็น “เจ๊แมวปลาดุกฟู” สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากเจ๊แมวคือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จริง ๆ นะ คือพอเราได้เรียนรู้ในการต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวของเราเองแล้ว การไม่มีคนซัพพอร์ต แต่ทุกอย่างเราจะต้องค้นหาวิธีการเพื่อที่จะอยู่ให้ได้ต่อไป แล้วพอเราทำได้มันก็จะไม่มีอะไรที่ยากสำหรับเราอีกต่อไป และการวินัยในเรื่องของการใช้เงินก็สำคัญไม่แพ้กัน “อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” อันนี้เรื่องจริงเลยค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวในที่สุดมันก็จะเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ เป็นกำลังใจให้สำหรับคนที่กำลังมองหา “โอกาส”สำหรับการเริ่มต้นหรือการขับเคลื่อนชีวิตต่อไป หรือมีทุนน้อย ๆ แต่อยากลองค้าลองขายดูก็ลองไปหาเจ๊แมวได้ เผื่อว่าบางทีคุณอาจจะได้แนวคิดดี ๆ กลับมาด้วย สามารถติดตามหรือติดต่อสอบถามเกี่ยวกับสินค้าของโรงงาน “เจ๊แมวปลาดุกฟู” ตั้งอยู่โกดังเลขที่ 33/95 ในซอยเพิ่มสิน 21 ถนนเพิ่มสิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ โทร.089-450-6749

คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด