xs
xsm
sm
md
lg

ซีอีโอฟอร์ดเสนอไอเดียดึงบ.จีนผลิตอีวีในอเมริกา ยืมสูตรปักกิ่งแชร์กำไร-เทคโนโลยีแต่ไม่มีหุ้นใหญ่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


การเป็นพันธมิตรกับค่ายรถจีนอาจเปิดทางให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีอีวีที่จีนเป็นผู้นำ
ซีอีโอฟอร์ดหารือเจ้าหน้าที่อาวุโสในคณะบริหารทรัมป์ เสนอไอเดียอนุญาตให้บริษัทอีวีจีนเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในอเมริกาผ่านโครงการร่วมทุนกับบริษัทอเมริกันโดยใช้โครงสร้างคล้ายกับที่ปักกิ่งเคยกำหนดสำหรับค่ายรถต่างแดนที่ต้องการเข้าถึงตลาดจีนเมื่อหลายสิบปีก่อน

จีนเป็นตลาดอีวีใหญ่ที่สุดของโลก เฉพาะไตรมาสส่งท้ายปี 2025 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เกือบ 3 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 16% และส่งให้ยอดขายอีวีทั่วโลกทะลุ 4 ล้านคันเป็นครั้งแรก

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ค่ายรถระดับโลกอย่างโฟล์คสวาเกน โตโยต้า เกีย สเตลแลนทิส ฟอร์ด และอีกมากมาย เลือกเป็นพันธมิตรกับบริษัทรถชั้นนำของจีนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในตลาดต่างแดน

แต่สำหรับอเมริกากลับปิดกั้นบริษัทรถจีนด้วยการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรสูงลิบ และเสนอแบนรถจีนโดยอ้างความเสี่ยงด้านความมั่นคง อย่างไรก็ดี อีกไม่นานสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลง

จากรายงานของบลูมเบิร์ก จิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอฟอร์ด เสนอโรดแมปคร่าวๆ ระหว่างพบกับเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคม และลี เซลดิน ผู้อำนวยการสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม ในงานดีทรอยต์ มอเตอร์ โชว์เมื่อเดือนที่แล้ว

ทางด้าน CNEV Post รายงานว่า โรดแมปดังกล่าวจะเปิดทางให้บริษัทรถจีนเข้าไปผลิตอีวีในอเมริกาผ่านโครงการร่วมทุนกับบริษัทอเมริกันที่จะถือหุ้นที่มีสิทธิ์ควบคุม โครงสร้างนี้จะเอื้อให้มีการแบ่งปันผลกำไรและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีโดยที่บริษัทท้องถิ่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

การพูดคุยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในงานดีทรอยต์ อิโคโนมิก คลับ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ว่า “ปล่อยให้จีนเข้ามา” ซึ่งมีการตีความว่า ผู้นำสหรัฐฯ อาจเปิดโอกาสให้ค่ายรถจีนเข้าไปตั้งโรงงานในอเมริกาและว่าจ้างพนักงานอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่คณะบริหารยังมีท่าทีระมัดระวังกับไอเดียของฟาร์ลีย์ เนื่องจากเชื่อว่า จะถูกต่อต้านทางการเมืองในวอชิงตัน

แหล่งข่าวคนหนึ่งเผยว่า เจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) บอกกับคณะบริหารทรัมป์ว่า ไม่เห็นด้วยที่จะอนุญาตให้ค่ายรถจีนเข้าสู่อเมริกา

ก่อนหน้านี้ จีเอ็มเคยเตือนว่า บริษัทรถอเมริกันจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานในอเมริกาเหนือ

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อีลอน มัสก์ ซีอีโอเทสลา ผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าของอเมริกา เคยเตือนเช่นเดียวกันว่า บริษัทอีวีจีนมีศักยภาพการแข่งขันสูงมาก และสามารถโค่นบริษัทรถชั้นนำส่วนใหญ่ทั่วโลกถ้าไม่มีการตั้งกำแพงการค้าเพื่อปกป้องผู้ผลิตในท้องถิ่น

อนึ่ง โครงสร้างที่มีการหารือนั้นคล้ายกับโมเดลโครงการร่วมทุนของจีนเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ตอนนั้นบริษัทรถต่างชาติต้องจับมือกับบริษัทจีนโดยที่ไม่มีอำนาจควบคุมหรือถือหุ้นใหญ่

แต่ต่อมา จีนเริ่มผ่อนคลายข้อกำหนด โดยเทสลาเป็นบริษัทรถต่างชาติแห่งแรกที่มีโรงงานผลิตรถเป็นของตัวเองในจีนตอนที่โรงงานในเซี่ยงไฮ้เริ่มต้นผลิตในปี 2019 และเมื่อไม่นานมานี้ โตโยต้าประกาศแผนตั้งโรงงานผลิตอีวีแบรนด์เลกซัสในเซี่ยงไฮ้ที่บริษัทเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งคาดว่า จะเริ่มเดินเครื่องผลิตในปี 2027

การอนุญาตให้บริษัทอีวีจีนเข้าสู่อเมริกาอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ไม่มีใครรู้จริงว่า จุดเปลี่ยนนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์แบบไหน

เดือนที่ผ่านมา แคนาดาเพิ่งตกลงให้บริษัทอีวีจีนส่งรถเข้าไปขายปีละ 49,000 คันในอัตราภาษีเพียง 6.1% จากเดิม 100% ซึ่งคนแคนาดาส่วนใหญ่เห็นด้วยเพราะจะทำให้อีวีมีราคาจับต้องได้มากขึ้น

นอกจากนั้น เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน มีข่าวว่า ฟอร์ดคุยกับบริษัทอีวีชั้นนำของจีนหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงบีวายดี และจีลี่ เรื่องความเป็นไปได้ในการร่วมมือ

รายงานระบุว่า ข้อตกลงกับบีวายดีอาจเกี่ยวข้องกับการซื้อแบตเตอรี่สำหรับใช้ในรถไฮบริดของฟอร์ดนอกอเมริกา ขณะที่การร่วมมือกับจีลี่อาจเกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้บริษัทรถจีนแห่งนี้ใช้โรงงานของฟอร์ดในยุโรปที่ยังใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่ และการแบ่งปันเทคโนโลยี

ขณะเดียวกัน บริษัทรถหลายแห่ง อาทิ โตโยต้า ฮุนได และเกีย ต่างเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในจีนหลังเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ท้องถิ่นและนำซอฟต์แวร์ขั้นสูง ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และเทคโนโลยีอีวีอื่นๆ ไปใช้ในการทำตลาดภายในประเทศและต่อยอดสู่การส่งออกไปยังประเทศต่างๆ

ในภาวะที่ฟอร์ดและค่ายรถอเมริกันแห่งอื่นๆ ตกเป็นรองในกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่อีวี การเป็นพันธมิตรกับบริษัทรถจีนอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ว่า คณะบริหารทรัมป์จะเห็นด้วยหรือไม่