สนค.ติดตามสถานการณ์สินค้ากาแฟ พบเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก หากไทยมีการปรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน จะเพิ่มโอกาสให้กาแฟไทยไปแข่งขันในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น แนะต้องลดต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบ แต่ต้องดูแลเกษตรกรในประเทศด้วย ส่งเสริมการแปรรูป และเน้นการค้ายั่งยืน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้ากาแฟ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมบริโภคทั่วโลก มีบทบาทเกี่ยวข้องทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิถีชีวิตประจำวันของผู้คน และยังกลายเป็นไลฟ์สไตล์และสัญลักษณ์ในการเข้าสังคมของคนบางกลุ่ม หากไทยมีการปรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสินค้ากาแฟ ก็สามารถที่จะผลักดันกาแฟไทยไปแข่งขันในตลาดโลกได้ เหมือนกับสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และมาเลเซีย ที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเป็นหลัก แต่เป็นผู้ส่งออกกาแฟอันดับต้น ๆ ของโลกได้ โดยมีบทบาทเป็นผู้แปรรูปและส่งออกกาแฟคั่วรวมทั้งผลิตภัณฑ์กาแฟ
ทั้งนี้ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย จำเป็นจะต้องดำเนินการทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมและการค้ากาแฟของไทยเติบโตและแข่งขันได้ โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้ 1.การลดต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย 2.รักษาสมดุลตลาดให้เกษตรกรไทยอยู่ได้ และคุ้มครองราคากาแฟของเกษตรกรไทยไม่ให้ถูกกดดันจากกาแฟนำเข้า 3.ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าและการแปรรูป เน้นกาแฟคุณภาพ และสนับสนุนการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อการแปรรูปที่ทันสมัย (การคั่ว การบด การบรรจุ และการผลิตกาแฟสำเร็จรูป) รวมทั้งพิจารณาจัดตั้งศูนย์กลางการแปรรูปและกระจายกาแฟในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ และ 4.ส่งเสริมการค้าที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เช่น การผลิตกาแฟแบบลดคาร์บอน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมกลไกตลาดที่ทำให้เกษตรกรได้ราคาที่เป็นธรรม เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การรับรองการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เป็นต้น
ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิสินค้ากาแฟ (พิกัดศุลกากร 0901 210111 และ 210112) โดยในปี 2568 ไทยนำเข้ามูลค่า 703.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 58.92% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการนำเข้า 442.4 ล้านเหรียญสหรัฐ แหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สปป.ลาว อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น และส่งออกมูลค่า 169.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.19% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการส่งออก 154.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ออสเตรเลีย เมียนมา และฟิลิปปินส์
ทางด้านสมาคมกาแฟไทย ให้ข้อมูลว่า ไทยได้พัฒนาบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตกาแฟในอดีตมาสู่การเป็นผู้แปรรูปและส่งออกในปัจจุบัน และยังมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปและส่งออกสำคัญของอาเซียน โดยนอกจากการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพภายในประเทศแล้ว จะต้องปลดล็อกทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟจากแหล่งผลิตที่หลากหลายทั่วโลก เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีรสชาติแปลกใหม่ สินค้ามีคุณภาพและราคาแข่งขันได้ในตลาดโลก
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่า ปีการผลิต 2568/2569 โลกมีผลผลิตกาแฟ 174.4 ล้านกระสอบ (60 กิโลกรัม/กระสอบ) (หรือประมาณ 10.5 ล้านตัน) ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลก 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บราซิล 64.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 37% ของผลผลิตกาแฟโลก ผลิตกาแฟอาราบิก้า อันดับ 1 ของโลก 2.เวียดนาม 29 ล้านกระสอบ สัดส่วน 17% ผลิตกาแฟโรบัสตา อันดับ 1 ของโลก 3.โคลอมเบีย 13.2 ล้านกระสอบ สัดส่วน 8% 4.อินโดนีเซีย 10.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6% และ 5.เอธิโอเปีย 10.6 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6% สำหรับไทย 0.9 ล้านกระสอบ สัดส่วน 0.5% มีผลผลิตมากเป็นอันดับที่ 18 ของโลก
นอกจากนี้ USDA ยังรายงานว่า คนทั่วโลกบริโภคกาแฟมากถึง 10.0 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.6% โดยสหภาพยุโรปมีการบริโภคสูงสุด รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ส่วนไทยบริโภคกาแฟเป็นอันดับที่ 24 ของโลก และคาดว่าปี 2568/69 จะมีความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น 1.7% และการค้ากาแฟของโลกในปี 2567 โลกส่งออกเมล็ดกาแฟ (พิกัดศุลกากร 0901) ปริมาณ 9.3 ล้านตัน มูลค่า 51,544.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.7% ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บราซิล สัดส่วน 22.1% ของมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟของโลก 2.เวียดนาม 8.1% 3.สวิตเซอร์แลนด์ 7.7% 4.เยอรมนี 7.4% และ 5.โคลอมเบีย 6.9% และส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟ (พิกัดศุลกากร 210111 และ 210112) ปริมาณ 1.3 ล้านตัน มูลค่า 10,836.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.3% ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.เยอรมนี สัดส่วน 10.1% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟของโลก 2.บราซิล 8.9% 3.เวียดนาม 8.7% 4.สเปน 6.3% และ 5.อินโดนีเซีย 6.0% ตามลำดับ