ผ่างบปี พ.ศ. 2568 “เมตาแพลเน็ต” บริษัทจดทะเบียนแดนปลาดิบ สร้างปรากฏการณ์รายได้โตระเบิด 738% หลังทิ้งธุรกิจเดิมหันมาทำ “บิทคอยน์ อินคัม” เต็มสูบ เผยรายได้ 95% มาจากคริปโทฯ ล้วนๆ ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานเป็นบวก แต่เหรียญมีสองด้าน! ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายยังแดงเถือก ขาดทุนสุทธิกว่า 619 ล้านดอลลาร์ สังเวยกฎทางบัญชีจากการตีมูลค่าเหรียญที่ปรับตัวลง ท่ามกลางการตุนบิทคอยน์เข้าคลังเพิ่มเป็น 35,102 BTC ยืนยันเดินหน้าต่อไม่สนตลาดหมี!
โมเดลธุรกิจจากโรงแรมสู่เจ้าพ่อบิทคอยน์
รายงานผลประกอบการปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ของ เมตาแพลเน็ต สร้างความฮือฮาให้กับวงการตลาดทุนญี่ปุ่นและโลกคริปโทฯ อย่างมาก เมื่อบริษัทรายงานรายได้รวมพุ่งแตะระดับ 8.9 พันล้านเยน (ประมาณ 58 ล้านดอลลาร์) กระโดดขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีรายได้เพียง 7 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 738%
เบื้องหลังตัวเลขที่สวยหรูนี้คือการ “ล้างไพ่” ปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจแบบถอนรากถอนโคน โดยเมตาแพลเน็ตได้ลดบทบาทธุรกิจดั้งเดิมอย่างโรงแรมและสื่อลง และหันมาโฟกัสที่ธุรกิจ “บิทคอยน์ อินคัม” อย่างเต็มตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2567 ซึ่งกลยุทธ์นี้ได้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดหลัก โดยรายได้กว่า 95% ของบริษัทในปัจจุบันมาจากการทำธุรกรรมออปชันของบิทคอยน์และการบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล
กำไรดำเนินงานอู้ฟู่ แต่ “ขาดทุนทางบัญชี” ยังตามหลอน
แม้รายได้จะเติบโตอย่างร้อนแรงจนสามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้สูงถึง 40 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อมองไปที่บรรทัดสุดท้าย บริษัทยังคงบันทึกขาดทุนสุทธิสูงถึง 619 ล้านดอลลาร์
สาเหตุหลักของตัวเลขขาดทุนมหาศาลนี้ ไม่ได้เกิดจากการขาดทุนเงินสดจากการดำเนินงาน แต่มาจาก “กฎเกณฑ์ทางบัญชี” ที่บังคับให้บริษัทต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ หรือการตีมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาด ซึ่งในปีที่ผ่านมา ราคาบิทคอยน์มีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนของบริษัทหายไปทางบัญชีกว่า 664 ล้านดอลลาร์ กลบกำไรจากการดำเนินงานจนหมดสิ้น
คลังสมบัติเจ้าสัว ซื้อแหลก 35,000 BTC
แม้ตัวเลขขาดทุนจะดูน่าตกใจ แต่เมตาแพลเน็ตยังคงเดินหน้ากลยุทธ์สะสมบิทคอยน์อย่างดุดัน หรือที่เรียกว่า “บิทคอยน์ เทรเชอรี สตราทีจี” โดยเป้าหมายคือการถือครองระยะยาวเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินตรา
ข้อมูลเผยให้เห็นการเติบโตของสินทรัพย์ที่น่าทึ่งพบว่า
- สิ้นปี พ.ศ. 2567 ถือครอง 1,762 BTC
- สิ้นปี พ.ศ. 2568 ถือครองพุ่งสู่ 35,102 BTC
การขยายพอร์ตระดับนี้ทำให้เมตาแพลเน็ตกลายเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ถือครองบิทคอยน์มากที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในวาฬตัวใหญ่ของเอเชีย โดยบริษัทได้ระดมทุนไปแล้วกว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อมาใช้ในภารกิจนี้
วิสัยทัศน์ซีอีโอ “ไม่ขาย ไม่ถอย ไม่เปลี่ยนใจ”
ไซมอน เกโรวิช ซีอีโอของเมตาแพลเน็ต ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางบริษัท แม้ตลาดคริปโตฯ ในภาพรวมจะเผชิญกับภาวะขาลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
“เรายังคงมุ่งมั่นในแนวทางระยะยาว เพื่อรับประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าของบิทคอยน์ในอนาคต” เกโรวิช ระบุ พร้อมตั้งเป้าหมายปีหน้า ว่าจะสามารถสร้างรายได้แตะ 104 ล้านดอลลาร์ และทำกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 74 ล้านดอลลาร์
ล่าสุด บริษัทเพิ่งได้รับอนุมัติให้ระดมทุนจากต่างประเทศเพิ่มอีก 137 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาซื้อบิทคอยน์เพิ่มและชำระหนี้สิน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า สำหรับเมตาแพลเน็ตแล้ว “บิทคอยน์ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่คือลมหายใจและอนาคตของบริษัท”
ทั้งนี้กรณีศึกษาของเมตาแพลเน็ตสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสี่ยงขององค์กรที่ผูกติดชะตากรรมไว้กับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง ในยามที่ราคาขึ้น พวกเขาคือผู้ชนะ แต่ในยามที่ราคาลง พวกเขาต้องแบกรับตัวเลขทางบัญชีที่หนักอึ้ง ต้องจับตาดูว่าเดิมพันครั้งนี้จะพาบริษัทไปสู่ดวงดาว หรือจะสะดุดขาตัวเองในระยะยาว