“คาเฟ่แมวทั่วไปเขาจะแบบเหมือนให้คนไปฮีลใจกับเด็ก ๆ อยู่แล้วอันนั้นคือประเด็นหลัก คนอยากจะเติมแมว เขาก็จะไปเล่นกับแมว แต่ของเราเนี่ยแมวอยากจะเติมคน เพราะว่าเด็กเราเยอะแมวพวกนี้ก็จะต้องการความรักอยู่แล้วเวลาคนเข้ามาก็จะเอนฯ เต็มที่เลยแบบว่า สนใจหนูหน่อย เล่นหนูหน่อย กอดหนูหน่อย
ก็จะกลายเป็นว่าส่วนมากคนจะคิดว่า เขามาแล้วเขาจะได้จากแมว แต่จริง ๆ แล้วแมวก็ได้จากเขาด้วย เป็นการแบบว่า Two-Way Communication คือเติมกัน give and take ก็จะเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่น่ารักเหมือนกัน เด็กมันก็จะรอ แบบวันนี้จะมีใครมากอดไหม? จะมีใครมาเล่นไหม? อะไรอย่างเงี้ยค่ะ” คำบอกเล่าจาก คุณนัชญ์ ประสพสิน ผู้ก่อตั้งบ้านพักพิงแมวจร
“Catster by Kingdomoftigers” ที่ในครั้งนี้เรามีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนถึงถิ่นบ้านแคทสเตอร์ พระประแดง จ.สมุทรปราการ หลังจากที่ได้ยินชื่อเสียงเดอะแก๊ง “เด็กเอนฯ”ของที่นี่เข้ามาหูสักระยะหนึ่งแล้ว “บางคนตั้งใจจะมาแบบ Sit in เฉย ๆ ไม่ได้อะไรแต่ว่า มันอ้อนจนแบบ เขาแบบโอ๊ยฉันไม่ไหวแล้ว ฉันต้องรับเธอกลับ อะไรอย่างเงี้ย ก็จะเป็นแผนตก‘ คนรักแมว’ ของเรา เด็ก ๆ ก็จะไปตกของเขาเอง มีหน้าที่ของเขาเอง บางคนดูจากภาพมาโอ้ยเลือกสีขาวน่ารักมา แต่ว่ามาถึงที่นี่ สีขาวไม่ได้เลือกเขา แต่ว่าเป็นสีดำเลือกเขา สีเปรอะสีอื่น ๆ ที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะเลือกแต่ว่ากลายเป็นแมวที่เลือกคนอย่างเงี้ยค่ะ มันก็เลยเป็นโมเดลที่แบบว่า เราอยากให้คนมา Visit ที่นี่จริง ๆ ไม่ได้อยากให้เลือกจากแบบ สีหรือรูปลักษณ์หน้าตาภายนอก แต่มาแล้วแมวมันเลือกคน เลือกเจ้าของ ก็คือเขาอยากไปกับใครเดี๋ยวเขาเลือกเอง” แล้วก็มันก็เป็นกุศโลบายของเราเล็ก ๆ ก็คือการที่เขามาที่นี่เราจะเห็นเขา นอกจากการสัมภาษณ์การพูดคุยเราจะเห็นว่าเขาปฏิบัติต่อแมวยังไง แมวเข้าหาเขายังไง เขาอุ้มแมวเป็นจริงหรือเปล่า เขารักแมวด้วยอินเนอร์ของเขาหรือเปล่า เราจะเห็นมันแบบเหมือน Body Language เขาจะตอบทุกอย่างอะไรเงี้ยแล้วเราก็ง่าย ต่อการที่พิจารณาว่าเขาควรจะได้ไหม?“การที่เขาจะเลือกรับอุปการะแมวคือ เขาต้องกรอกแบบสอบถามค่ะกรอกแบบสอบถามของเรา แล้วเราก็จะมีการสัมภาษณ์พูดคุยอะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าบางคน คือบ้านพร้อมมากฐานะพร้อมมากเงินพร้อมมาก แต่ว่าบางทีดูแล้วเขามีแค่เงินแต่ว่าเขาไม่ได้มีใจ ก็ไม่ได้ไป”
ก่อนจะมาเป็น “แคทสเตอร์” บ้านพักพิงแมวจร
“แคทสเตอร์” เราก่อตั้งมาจาก Kingdomoftigers ซึ่งเป็นเพจถ้าเป็นภาษาไทยชื่อว่า “ทูนหัวของบ่าว” ถ้าเป็นแฟนเพจยุคเก่า ๆ น่าจะรู้จัก ก็เป็นเพจที่เกี่ยวกับแมวซึ่งเป็นแมวของนัชญ์เอง นัชญ์เลี้ยงแมวของตัวเองแล้วก็มีคนติดตามมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเงี้ยค่ะ “พอมีคนติดตามประมาณ 3 ล้านเนี่ยเราจะพบ ปัญหาของการช่วยเหลือแมว ก็จะมีคนมาฝากความหวังไว้ที่เพจเราเยอะ เช่น ไปเจอแมวประสบปัญหาตรงนั้นตรงนี้ อยากให้ช่วยรักษา อยากให้ช่วยทำหมัน หรือว่าหาบ้านให้น้องหน่อย อะไรเงี้ยเหมือนอยากให้เราเป็นกระบอกเสียง” แต่ตอนนั้นเราในนามของ “ทูนหัวของบ่าว” เราก็ช่วยในแง่ของส่วนตัวเราก็ทำ เท่าที่เราทำได้ เช่น เราก็จะไปขายสินค้าขายอะไรเพื่อเอาเงินเนี่ยมา ไปดูแลเด็ก ๆ แมวจรตามที่ต่าง ๆ ทีนี้ ปัญหาของการช่วยเหลือเนี่ยนัชญ์ก็จะไปค้นพบว่า ยิ่งเราช่วยเท่าไร มันก็เหมือนแบบแก้ไขไม่ตรงจุด ถึงแม้เราจะช่วยทำหมันเป็นการช่วยลดปริมาณแมวจรที่มากขึ้น แต่ว่าปัญหาต่อมาที่เราเจอก็คือ พอเราทำหมันเสร็จแล้วพอเขาไปมีบ้านแล้วก็เอาเขาไปสู่ที่เดิม พอไปสู่ที่เดิม แล้วอีก 2-3 เดือนเราจะตามเขามาฉีดวัคซีนหรืออะไรอย่างเงี้ย เราตามไปก็พบว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วจากอุบัติเหตุ หรือว่าเรื่องราวที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ในสังคมอะไรอย่างเงี้ยค่ะ ก็เลยรู้สึกว่า แม้เราจะทำหมันแต่ถ้าเขาไม่ได้ “บ้าน” มันก็ยังช่วยได้ไม่เต็มที่ “แรก ๆ ก็จะมีแบบไปรักษาตามโรงพยาบาลต่าง ๆ แล้วก็พอหายแล้วก็ต้องเอาไปฝากไว้ตามโรงแรมแมวหรือฝากไว้ตามโรงพยาบาล แต่ตามโรงพยาบาลก็ส่วนมากถ้ามันเกิน 3 เดือนแล้ว เขาก็จะต้องเคลียร์กรงไว้สำหรับแมวเคสอื่น ๆ ของเขาหรือถ้าเรามีตังค์จ่าย เราก็จ่ายไปเรื่อย ๆ แล้วนัชญ์ก็จ่ายไปเรื่อย ๆ ประมาณแบบ เดือนละประมาณ 6 หลัก/ด.ตลอด” แล้วทีนี้นัชญ์รู้สึกว่า มันเหนื่อยตรงที่พอคนจะมารับน้องอย่างเงี้ย ตัวนึงอยู่บางบัวทอง ตัวนึงอยู่ลาดกระบัง ตัวนึงอยู่รามอินทรา อย่างเงี้ยแล้วนัชญ์ก็แบบ เราต้องไปสัมภาษณ์ทุกคนพาเขาไปดูน้องแมว ดูว่าเขารักแมวจริงไหม? นัชญ์รู้สึกว่าการเดินทางทั่วเมืองของนัชญ์ มันเหนื่อยจังเลย แล้วเราก็เลยทุบกระปุกเอาทั้งหมดเนี่ยมารวมกันไว้ในที่เดียว One Stop Service
ให้เป็น “เพื่อน” ช่วยคลายเหงาได้ หรือถูกใจกันรับกลับบ้านด้วย ฟรี!
แต่ว่ารูปแบบเนี่ย นัชญ์ก็ไม่ได้แบบทำเป็นคาเฟ่แมวเต็มตัว ถ้าคาเฟ่แมวจะต้องมีอาหาร Food & Beverage แต่ของเราจะเป็นแบบง่าย ๆ ให้ self service กินกันได้ง่าย ๆ“เพราะว่านัชญ์เคยคำนวณค่าใช้จ่ายของการทำเป็น‘คาเฟ่แมว’ เต็มรูปแบบ ที่มันจะต้องไปดูแลเรื่องของกาแฟ-เครื่องดื่ม อาหาร อะไรเงี้ยนัชญ์รู้สึกว่า แทนที่เราจะเอาความใส่ใจมาให้‘แมว’ เป็นโปรดักฮีโร่ของร้านเรา คือเหมือนแบบอยากให้คนมาสนใจแมว คนนึงอาจจะไปแบบรีวิวอาหารไม่อร่อย กาแฟไม่ได้เรื่อง มีขนแมวติด เพราะมันเป็นคาเฟ่แมวไง มันเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว และก็เรื่องของ hygienic ด้วยค่ะคือเหมือนแบบ ถ้ามันเป็นอาหาร-เครื่องดื่มแล้วถ้ามันมีขนแมวปลิวไปติดอย่างเงี้ย มันก็คงไม่โอเค”มันเกิดจากการที่เราไปดูงานหลากหลายประเทศอย่างเงี้ยค่ะ เขาจะค่อนข้างแยกกันอย่างชัดเจนว่า โซนอาหาร โซนกิน โซนเล่นกับน้องแมว เรารู้สึกไม่อยากจะ ไม่อยากเอาความสนใจของคนที่ตั้งใจเข้ามา ไปที่อาหารมากนักแล้วก็ การลงเครื่องดื่ม(back in หลังบ้าน) การทำครัว การทำเครื่องกาแฟอะไรอย่างเงี้ย มันใช้เงินเยอะมากแล้วเงินเหล่านั้น ถ้าคำนวณออกมาแล้วมันสามารถทำหมันแมวได้เป็นหลักร้อย ๆ ตัว หลาย ๆ พันตัวค่ารักษาอะไรเงี้ย นัชญ์ก็เลยรู้สึกว่า เราตัดความกังวลตรงส่วนนี้ออกไป แล้วก็เป็นอะไรที่ง่าย ๆ เครื่องดื่มถ้าใครที่มาที่นี่จะเห็นว่า self service หยิบกินจากตู้เย็นได้ ขนมก็จะเป็น ขนมถุง หรือว่าเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นคัพโจ๊ก เป็นอะไรที่มาแล้วก็ไม่ได้มื้อหนักหรืออะไรเงี้ย มาเบา ๆ ทุกคนก็สามารถ self service
ของเราเนี่ยจะมีทั้งหมด 4 ชั้นค่ะ ชั้น 1 เนี่ยจะเป็น “อาหาร” เป็นเหมือน Pet Food /Pet Shop เล็ก ๆ ของเรา แต่ไม่ได้ดูเป็นแบบว่า อันนี้ก็เป็นความตั้งใจของเราอีกว่าเราไม่ได้ขายเป็นร้านขายอาหารสัตว์หรือว่าเป็น เพ็ทช้อปเต็มรูปแบบเพราะว่า ด้วยความที่เราเป็น“นัชญ์ ประสพสิน” เป็นที่รู้จักเหมือนคนจะเรียกว่าเป็น“อินฟลูเอนเซอร์”ด้านแมว และก็ทำเพจแมว เราต้องค่อนข้างรับผิดชอบต่อสังคมค่ะ คือเหมือนถ้าอาหารไหนที่เราไม่ได้ใช้จริง หรือว่าอาหารไหนที่มันทำร้ายไตของน้อง ๆ ทำให้น้องเจ็บป่วยจากโรคนั้น ๆ หรือว่าไม่ปลอดภัยต่อเด็ก เราก็ไม่เอามาขาย "อย่างเช่น เด็กที่นี่กินอะไร เราก็จะขายสิ่งนั้น เพราะว่าการที่เด็กได้บ้าน เขาจะไม่สามารถเปลี่ยนอาหารได้ทันทีเขาจะใช้อาหารนี้ต่อไปอีกสักพักหนึ่ง แล้วแต่บ้านใหม่ว่าบ้านใหม่จะสะดวกอาหารอะไรก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป มันจะมีวิธีเปลี่ยนอาหารให้น้องแมวว่า เราต้องผสมกันไปแบบ 75%, 50%, 25% แล้วค่อย ๆ เป็นอาหารใหม่ อะไรอย่างเงี้ยเพราะฉะนั้นถ้าสมมติว่าคนมารับเขาก็จะโอเคซื้ออาหารไปต่อได้อีกนิดนึง" แล้วก็อีกสัก 2-3 เดือนค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารที่เขาสะดวกใจ มันก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระของเราอีกอย่างหนึ่ง
และก็ชั้น1 ยังมีโซนขาย “ของที่ระลึก”รายได้หลักของเราคือการขายของที่ระลึกแล้วก็ชั้น 2 จะเป็นโซนนั่งเล่น Work space มี Wi Fi มี บอร์ดเกม มีอะไรให้เล่นทุกคนก็มาเล่น สามารถมาแฮงค์เอ้าท์ตรงมุมนั้นได้ ซึ่งก็จะเป็นมุมอาหารและเครื่องดื่มด้วย“ก็อย่างที่บอกก็คือมีของในตู้เย็น หยิบได้เลย กินได้เต็มที่หรือว่าน้ำ เครื่องดื่ม ของชง อะไรอย่างเงี้ยก็กินได้เต็มที่ ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพราะว่าที่นี่มีค่าบริการ 200 บาท”
ชั้น 3 ก็จะเป็นโซนที่เรานั่งอยู่ก็จะเป็น “น้องแมวจร” ทั้งหมดที่หาบ้านจะอยู่ชั้นนี้ แต่ว่าชั้น 1-ชั้น 2 ก็จะมีแมวเหมือนกันแต่เป็นแมวของเราเอง ที่ไม่ได้หาบ้าน แมวเด็กเอนฯ ของเราที่นี่ชั้น 3 ก็เป็นเด็กเอนฯ“ที่นี่จะเป็นเด็กที่พร้อมในการย้ายบ้านแล้ว ถึงจะได้มีโอกาสได้เข้ามาอยู่ที่นี่ ที่นี่เราใช้ระบบรุ่นพี่-รุ่นน้องก็คือ ถ้าแมวตัวเก่าได้บ้าน รุ่นน้องที่ต่อคิวอยู่หรือว่ารักษาอยู่หรือว่าหาย ก็จะได้เข้ามาแทน จะ relocate กันอย่างนี้” และก็ชั้น 4 จะเป็นห้องของแมวที่รอการมาอยู่ที่ชั้น 3 หรือว่าเราจะเรียกว่า แมวที่สิ้นสุดการรักษา ก็คือแมวที่คิดว่าคงไม่ได้บ้านแล้ว แก่แล้ว พฤติกรรมไม่น่ารัก เช่น เขาดุมาก แต่ว่าต้องเข้าใจว่าตอนที่เขาดุเนี่ยเขาเจออะไรมาเยอะ เพราะว่าส่วนมากแมวจรเนี่ย รถชน โดนทำร้าย ป่วยหนัก อะไรอย่างเงี้ยส่วนมากวาระสุดท้ายของแมวและก็ฟังก์ชันการทำงานมันไม่ทำงาน เช่น ไต หัวใจ ก็จะเป็นโรคที่เราต้องดูแลเขาไปจนวันสุดท้ายของเขามาถึง ก็จะเป็นห้องชั้น 4 ที่ไม่ได้เปิดให้เข้าไปเที่ยวชมเพราะว่า เรากันการติดเชื้ออะไรต่าง ๆ และก็สร้างสุขภาวะของเด็ก ๆ เพราะว่า ส่วนมากก็จะเป็นแมวดุ แมวป่วย หรือว่าไม่พร้อมที่จะเจอใคร แล้วก็ถ้าไปเยี่ยมชมเขามาก ๆ ภูมิเขาจะตก แล้วจะทำให้ค่ารักษาเราเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นมาที่นี่ชั้นที่เซอร์วิสจริง ๆ ก็จะมี 3 ชั้นที่เราบอก
มาเติมแมวให้ฉ่ำ อยู่ได้ยาว ๆ ไปยันเที่ยงคืน!
200 บาทเป็นเหมือนค่าผ่านประตู แล้วก็กินน้ำกินขนมได้ฟรี แมวก็ถูกใจก็อุปการะฟรีด้วยซ้ำ ไม่มีค่าใช้จ่าย“นัชญ์ไม่สามารถเก็บเงินคน คือโมเดลที่ต่างประเทศแทบทุกประเทศที่ไปดูมา เขาจะเก็บเงิน ในเชลเตอร์ค่ะส่วนมากเราเข้าไปรับอุปการะแมว เขาจะเก็บอย่างน้อย 5,000 บาท/ตัว 300 เหรียญหรืออะไรอย่างเงี้ย แบบเก็บเงินคนที่มาอุปการะ หนึ่งมันจะวัด ว่าเขาดูแลได้ไหม หรือนู่นนี่นั่นมันจะมีค่าใช้จ่าย ไมโครชิป โน่นนี่นั่น แต่ของเรา ให้ฟรี! ให้ฟรีเพราะอะไร เพราะว่าแมว 1 ตัว กว่าจะได้บ้าน ผ่านการช่วยเหลือของคนที่ช่วยอุดหนุนสินค้ามาหมดแล้ว แบบ 1 ตัวอาจจะมี 100 คนที่ช่วยซื้อเสื้อตัวนี้ แล้วทุกคนช่วยมาหมดแล้ว ส่งให้เขาได้บ้าน เพราะฉะนั้นนัชญ์ไม่สามารถหารายได้จากตรงนี้ได้อีกแล้ว”แล้วนี่ติดหยิ่งอีก(หัวเราะ) ขนาดให้ฟรียังไม่ค่อยมีคนมารับใช่ไหมคะ แล้วถ้าเราเก็บเงินอีก คิดว่าแมวไม่น่าจะได้บ้าน เด็ก ๆ ไม่น่าจะได้บ้าน เลยแบบใช้วิธีนี้ อุปการะฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
“เปิดถึงเที่ยงคืนเลยค่ะ เพราะว่าเราเข้าใจว่าคนที่อยากเติมแมวเนี่ย บางทีร้าน มาจากประสบการณ์ของเราเมื่อก่อนร้านเราปิด 20.00 น. แล้วพอ 2 ทุ่มเราอยากไปอุดหนุนร้านอื่นต่อแล้วร้านมันก็ปิด อย่างเช่น ร้านข้าว เอ้ยอยากไปกินร้านนี้เราก็แบบอ้าวเลิก2 ทุ่มปิดแล้ว แล้วต้องรอวันเราหยุด แล้วเราไปอ้าวร้านเขาก็หยุดเหมือนกันอะไรเงี้ย ก็เลยรู้สึกแบบ เออแบบเปิดเต็มเวลาเลย คือมันจะมีคนที่แบบวันนี้อยากเติมแมวค่ะ หรืออยากจะมาอุปการะแมวค่ะแต่เสาร์-อาทิตย์ ต้องไปกับครอบครัว แล้วมีแค่หลังเลิกงานแล้วเลิกงาน 16.00-17.00น. กว่าจะฝ่ารถติดมา 2 ทุ่มปิดแล้ว ใช้เวลากันน้อย ก็จะเปิดถึง‘เที่ยงคืน’ มาเลยค่ะหลัง2 ทุ่มหายรถติดแล้วค่อยมาก็ได้ ไปกินข้าวไปอะไรให้สบายใจก่อนแล้วค่อยมา เราเปิดถึงเที่ยงคืนเลย”ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ เปิด 10.00น. ถ้าเป็นวันธรรมดาเปิดเที่ยง “เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน” เรียกว่าเอาให้เต็มอิ่มกันไปเลย
แปร “ภาระ” ให้เป็นพลัง! ช่วยกันทำงานเพื่อการหารายได้
คือมันสามารถสร้างเป็น “รายได้” ได้ จากค่าเข้า จากค่าบริการ สังเกตว่าของเราแทบจะไม่เปิดขอรับบริจาคนอกจากภาวะที่มันวิกฤตช่วงนั้นแบบ เงินหมดคลังแล้วจริง ๆ หรืออะไรเงี้ย แต่สังเกตว่าเราขายของหนักมาก“เราจะออกเนี่ย เสื้อ กระเป๋า พวงกุญแจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น Merchandise ได้เราทำออกมาขายหมดเลยค่ะ แล้วก็อยากให้ทุกคนเป็น เน้นสนับสนุนสินค้าเหมือน give and take คุณช่วยเรามา เราให้ของคุณไป แม้กระทั่งบางคนบอกว่าช่วยแมวค่ะไม่รับ แต่ไม่ได้ คุณต้องรับของไปเพราะว่ามันเหมือน เราสบายใจมากกว่าที่ ซื้อขายกันมากกว่า ที่จะเป็นแบบเปิดรับบริจาคอะไรเงี้ยค่ะ มันไม่ยั่งยืน”แต่การขายสินค้าเราก็จะต้องทำสินค้าที่มัน Quality หรือว่าคุณเอาไปใช้ได้จริง ๆ คือวิธีหาเงินของเรา“ถ้าช่วงไหนนัชญ์ขายของหนักๆ น่ะค่ะ อัดโฆษณาหรืออะไรอย่างเงี้ย อันนั้นเชื่อเถอะว่า ช่วงนั้นเราวิกฤต! บางทีเราวิกฤต แต่ช่วงไหนที่แบบเรามีรายได้stable แมวไม่ป่วย เราก็จะแบบช่วงนั้นก็ ไม่ค่อยขายอะไร ใช้ชีวิตไปปกติเลยอะไรอย่างเงี้ยค่ะ”
ถามว่าอยู่ได้ไหม? ก็มันก็อยู่ได้มาถึง 10 ปี ถ้าถามว่ามีรายได้ไหม? ก็ ก็มีรายได้แต่รายได้มันเป็นธุรกิจเพื่อสังคม กำไรเอามาช่วยสังคม นั่นคือธุรกิจของเรา“คือถ้าจะคาดหวังว่ามันเป็นรายได้หลักเลี้ยงชีวิตของเราเนี่ย มันไม่พออยู่แล้ว เราต้องมีอาชีพอื่น นัชญ์ก็มีอาชีพอื่นของนัชญ์ มีธุรกิจอื่น ๆ ที่หล่อเลี้ยงนัชญ์ค่ะแต่ตรงนี้มันเป็น เพื่อสังคม ชื่อมันก็เป็นอย่างงั้นอยู่แล้วมันเพื่อสังคม มันก็เอามาหล่อเลี้ยงแมว”ก็คือเหมือนแมวมันก็ต้องหาเงินเพื่อรักษาตัวเขาเอง โปรดักส์อะไรต่าง ๆ ก็คือเขาหาเงินให้ตัวเขาเอง
ค่าใช้จ่ายต่อเดือน? “6 หลัก หกหลักตลอดต่อเดือน หกหลักเกิน 5 แสนทุกเดือน แล้วต้องขายของแค่ไหนคิดดู (หัวเราะ) ไม่น้อยใช่ค่ะ ก็อย่างน้อยต้องมีเดือนละ 5 แสน ที่ต้องมีก็ขายของ แล้วก็มันไม่ได้แค่เอาเงินมาเลี้ยงแมว มันเลี้ยงถึงพนักงานของเรา(พี่เลี้ยงแมว) ที่เขาจะต้องมีเงินเดือน เขาจะต้องแบบเงินเดือนทุกอย่างของเขาก็จะมาจากแมว เราก็จะพยายามบอกเขาว่าทุกวันนี้เราเป็นหนี้บุญคุณแมวนะ ไม่ใช่หนี้บุญคุณนัชญ์ หมายถึงว่านัชญ์เป็นแค่คนเลือกคุณมาทำงาน คนที่จ่ายเงินเดือนคุณคือแมว เพราะว่าแมวเขาก็ต้องหาเงินมาดูแลตัวเขาเอง คือมันทำให้คนมีรายได้ เขามาทำงานกับเราเขาก็มีรายได้ เขาดูแล ก็คือมันเป็น Eco System ที่เขาซัพพอร์ตกันและกัน”
โชคดีที่นัชญ์เป็นครีเอทีฟโฆษณาใช่ไหมคะ เรามาจากสายโฆษณาเรามีเพื่อน ๆ ที่อยู่โปรดักดีไซน์หรืออะไรอย่างเงี้ยก็จะอยู่ในแวดวงซึ่ง มีคนออกแบบคาแรคเตอร์ให้เรา งานของเราก็จะเป็นงานที่ค่อนข้างจะมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง เป็นที่จดจำ และก็เวลาผลิตอะไรขึ้นมาเราจะมองไปถึงในแง่ของ ความคุ้มค่า มี Value ไม่ได้แบบว่า ทำ ๆ ไป ขาย ๆ ไป“อย่างคอลเล็กชันล่าสุดอย่างเงี้ย เป็นผ้าห่มฟลีช เราก็ไป collab กับแบรนด์เราก็ทำออกมาขายอะไรอย่างเงี้ยค่ะ ก็ถือว่าเป็นรายได้ที่โอเค ก็คือเหมือนเราต้องรู้จักต่อยอดและพัฒนาโปรดักของเรา เหมือน นั่นก็คือรายได้หลักเลยนะคะ ถ้าจะคาดหวังแค่คนเข้ามา(ค่าเข้า)ไม่เพียงพอ” ก็แล้วแต่ซีซั่นมันก็จะเป็นคอลเล็กชัน ๆ หนึ่ง ในแต่ละซีซั่นออกมา อย่างหน้าหนาวก็ขายผ้าห่ม หน้าร้อนก็ขายถังน้ำขายแก้วน้ำเก็บความเย็น ฯลฯ หน้าฝนขายร่ม ขายถุงกระสอบกันน้ำ หรืออะไรอย่างงี้ก็มีหลากหลาย หลากหลายมาก ๆ
การซื้อสินค้าและบริการ เท่ากับการได้ “ช่วยเหลือ” ถ้าช่วงไหนที่แมวไม่ได้บ้าน เราก็ไม่ได้รับเคสใหม่เพิ่มเราก็เอา บริหารจัดการเท่าที่เราไหวค่ะ ก็อย่างที่บอกค่ะแมวรุ่นพี่-รุ่นน้อง“เรามีเว็บไซต์ catsterclub.com นะคะให้ต่อคิว คุณจะเห็นเลยว่าคิวคุณรันไปที่เท่าไร อะไรอย่างเงี้ยค่ะ คิวไม่ค่อยต่ำกว่า 1000 เลย ก็มีต่อคิว ดูความเร่งด่วนหรืออะไรเงี้ย แต่ส่วนมากมันก็จะเป็นเคสใหญ่ ๆ ที่เราไปช่วย เช่น อย่างล่าสุดปีที่แล้วเนี่ยช่วยมาทั้งปีจะเป็น เจ้าของฆ่าตัวตาย อะไรอย่างเงี้ย ทิ้งบ้านเช่า พิษเศรษฐกิจทำให้ดูแลต่อไม่ได้”ส่วนมากจริง ๆ แล้วนัชญ์อยากจะช่วยพวกแบบว่า เขาเคยเป็นแบบนัชญ์ เคยเป็นคนที่ช่วยน้องได้ แล้ววันหนึ่งเศรษฐกิจทำให้เขาไปต่อไม่ได้อันนี้เราจะเข้าใจ เพราะอย่างน้อยเขาเคยเป็นคนช่วย เขาเคยเป็นผู้ให้มาก่อน
แคทสเตอร์จริง ๆ แล้ว มันเป็นธุรกิจเพื่อสังคมค่ะ ก็กำไรก็คืนสู่สังคม เพราะฉะนั้นถามว่าเงินที่เข้ามาเนี่ยซัพพอร์ตมาจากไหน? ก็คือจากการขายสินค้าทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็คือน้ำใจของคนที่เขาอาจจะอุปการะไม่ได้ แต่เขาอยากจะซัพพอร์ตเด็ก ๆ อย่างเงี้ยค่ะ“มันก็คือการขาย เรียกว่าอะไรดีล่ะ ขายบริการจากสัตว์และก็ใจ คือเราจะบอกอยู่เสมอว่า แมวตัวหนึ่ง เราช่วยแมว นัชญ์ลำพังช่วยแมวทุกตัวไม่ได้ แต่ถ้าทุกคนช่วยกันแมวเหล่านั้นจะได้รับการช่วยเหลือ” ก็คือมันเป็นการหล่อหลอมน้ำใจของคนในสังคม เพราะฉะนั้นเราจะทรยศต่อน้ำใจเหล่านั้นไม่ได้ เงินที่เขาให้มา คือเงินที่จะต้องเอามาคืนเป็นค่าแรงเด็ก ๆ ก็จะต้องเอากลับคืนไป เพราะฉะนั้นคุณสามารถตรวจสอบเราได้เลยว่า มาที่นี่คุณจะไม่เห็นแมวที่แบบถูกทรมาน ผอมแห้งแรงน้อย สังเกตว่าเราจะไม่ขังกรงเลยนะคะ เด็ก ๆ ทุกตัวพร้อมที่จะย้ายบ้านเพราะว่า เขาได้เรียนรู้แล้วว่าการมีบ้านเป็นยังไง ข้าวกินยังไง ห้องน้ำเข้ายังไง การไปอยู่ร่วมกับคนอื่นมันต้องใช้ชีวิตยังไง เราปรับทั้งสุขภาพกาย-สุขภาพจิตให้แล้ว “เพราะฉะนั้นโมเดลนี้ก็คือโมเดลที่คุณต้องใช้ ‘ใจ’ ในการลงแรงมาก ๆ ลงแรงทั้งแรงตักอึแมว แรงดูแล และก็แรงใจ ถ้าในฐานะ ‘ผู้ประกอบการ’ ถ้าคุณไม่ได้รักสัตว์ขนาดนั้นแล้วก็คุณคิดว่า อยากจะหากำไรจากเขา มันจะไม่ยั่งยืน อันนี้บอกเลยมันจะไม่ยั่งยืน เพราะว่าอย่างน้อยเด็กพวกนี้จะต้องเป็นภาระของคุณในอีก 10 ปี ถ้าเขาหาบ้านไม่ได้ เขาก็ต้องอยู่กับคุณอีก 10 ปี แล้วถ้าคุณก่อตั้งธุรกิจขึ้นมาแล้วเด็กไม่ได้บ้าน แล้วคุณยุบกิจการ แล้วเด็กจะไปอยู่ไหน?” อย่างเช่น เคสเมื่อ 2-3 วันเนี่ยก็จะเจอว่า คาเฟ่แมวทำร้ายน้องแมว แล้วก็เลี้ยงต่อไม่ได้ก็เป็นปัญหาต่อไป อะไรอย่างเงี้ย“เพราะฉะนั้นคุณต้องคิด ว่าจะทำยังไง กับสิ่งมีชีวิตที่คุณเอามาดำเนินการหารายได้ใช่ไหมคะ อันนี้ในแง่ของผู้ประกอบการ แต่ในแง่ของ‘ลูกค้า’ เนี่ยเราก็อยากให้คุณ ซัพพอร์ตเราจริง ๆ เลยคือแบบว่า เลี้ยงไม่ได้ แต่ให้เราเลี้ยงให้ได้นะ ก็คือซื้อของเราเนี่ยรายได้มันจะกลับมาสู่เด็ก ๆ อยากจะเชิญชวนให้ลองมาเที่ยวของเราดู” เราเชื่อว่าถ้าคุณมา คุณอยากจะ ทุก ๆ คนส่วนมากทุกคนมาแล้วจะมีคำถามว่า เอาเงินจากไหนมาดูแล? เพราะว่าแบบเด็กสุขภาพดีมาก ทุกอย่างดูแลดีมาก ก็เงินจากการซื้อของนี่ล่ะค่ะ เงินจากค่าเข้านี่ล่ะค่ะ
ถ้าคุณเป็นในฐานะเป็น “ลูกค้า” ทำยังไงได้ ก็อุดหนุนสินค้าเราแค่นั้นเลยค่ะ แต่ถ้าอยากมีธุรกิจแบบนี้ สายป่านคุณต้องยาวพอ คอนเนคชันคุณต้องได้ คุณต้องมี Creativity คิดนิดนึงว่า จะทำอะไรออกมาขาย กลยุทธ์อะไรต่าง ๆ มันเป็นงานที่หนัก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ ทำได้
สร้างงาน สร้างรายได้ ควบคู่การช่วยเหลือ “แบบยั่งยืน”
คุณนัชญ์ ประสพสิน ผู้ก่อตั้งบ้านพักพิงแมวจร “Catster by Kingdomoftigers” ยังบอกด้วยว่า คืออยากให้คิดว่าแมวตัวหนึ่งค่ะ ถ้าอายุยืนเต็มแม็กซ์ของเขาไม่เกิน15 ปี แต่แมวที่มันเป็น “แมวจร” อยู่แล้วอายุเขาจะหดสั้นลงไปอีกเพราะว่า บางทีเขาไม่ได้วัคซีนตั้งแต่แรกเกิด ไม่ได้อาหารที่ดีมาก่อน เขาอาจจะมีโรคแฝงภายในตัวเขาหรืออะไรอย่างเงี้ยค่ะ ก็เต็มที่ก็ 10 ปีหรือ 12 ปี ที่จะอยู่ด้วยกัน แต่ว่าทีนี้ อยากให้เห็นว่า คุณลองมองไปว่าอีก 10 ปี ชีวิตคุณจะอยู่ตรงไหน บางคนเขาไม่รู้หรอกนั่นคืออนาคต แต่ว่าคุณพร้อมไหม รายได้ของคุณ คุณสามารถที่จะดูแลชีวิต ๆ หนึ่งอยู่กับคุณได้ยาวนานขนาดนั้นหรือเปล่า อะไรเงี้ยค่ะ อยากให้เขาแบบว่าเหมือน นัชญ์ไม่อยากให้เขาเลี้ยงสัตว์เหมือนแบบ ตัวแทนความรักด้วยนะ หมายถึงซื้อให้กัน(วันที่รัก) แล้วก็วันที่ไม่รักก็(หัวเน่าทันที) มันจะกลายเป็นปัญหาชีวิตหนังชีวิตม้วนยาวเลยอะไรอย่างเงี้ย “แมวที่นี่เราให้โอกาสในชีวิตของเขาด้วยนะคะ เช่น เลี้ยงต่อไม่ได้ เอามา คืนเรามา เรารับเคลมกลับทุกกรณี ไปไม่รอด บางคนเราไม่รู้หรอกว่าเขาเกิดปัญหาชีวิตตอนไหน ก็เข้าใจก็คุยกันเคสบายเคส เราก็ถือว่าลูกเรา เอากลับมาให้เราได้ เอากลับมา ใช่ค่ะ เรามีแบบนั้นอยู่เสมอ”
นัชญ์อยากให้มีโมเดลนี้ทุกจังหวัดเลยเชื่อไหม นัชญ์ไม่ได้หวงโมเดล อยากให้ช่วยกันทำเพราะว่าของนัชญ์มันก็ได้แค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือว่าส่งไปตามต่างจังหวัดที่เราโอเคบ้าง แต่ว่าจะดี ถ้ามีอยู่ทุกจังหวัดแล้วทุกจังหวัดมีโมเดลนี้แล้วช่วยเหลือแมวในจังหวัดของตัวเอง “ไม่หนักตัวเองเกินไปค่ะ ไม่ถือว่าเขาเป็นภาระของคุณขนาดนั้นอะไรอย่างเงี้ยค่ะ ทุกวันนี้ก็ไม่ถือว่าเขาเป็นภาระแต่ให้ถือว่าเขาเป็น คนที่หาเลี้ยงเรา เป็นเจ้านายเรา”อยากให้มาดูงานที่เราได้เลยไม่ได้หวง แบบว่าเอาไปทำในถิ่นที่อยู่ได้เลย ยินดีใช้ชื่อของเราไปก็ได้ ให้เราไปแบบช่วยวางโมเดลไว้ให้ก็ยังได้เลย ไม่หวงเราเลย เราต้องการดีเอ็นเอของเราไปอยู่ในทุก ๆ ที่
ทำคาเฟ่แมวยังไงให้ธุรกิจอยู่ได้ “แบบยั่งยืน” กว่า 10 ปีของ “แคทสเตอร์” กับการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็นพลัง! ความตั้งใจแรกที่อยากจะแชร์เรื่องนี้เป้าหมายหลักเป็นคน 2 กลุ่มก็คือ คนแรก “ผู้ประกอบการ” ที่สนใจธุรกิจในกระแสอย่างเช่น คาเฟ่แมว หรือสัตว์อื่น ๆ ก็ตาม โมเดลของแคทสเตอร์มีความน่าสนใจมากที่อยากให้มาเรียนรู้จากที่นี่ไปก่อนที่คุณจะเริ่มทำ และก็รวมถึง คนที่สองก็คือ “ทาส” หรือผู้มีใจภักดิ์และเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย รักแล้วก็คือต้องไม่เป็นภาระที่หนักทับตัวเองจนทำให้ไปต่อไม่ไหว เพราะว่ารักสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็น “พลัง” ช่วยกันในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อเดินหน้าต่อไปได้ แบบยั่งยืนกว่า ขอบคุณเรื่องราวจากบ้าน “แคทสเตอร์” และ “คุณนัชญ์ ประสพสิน” ผู้ก่อตั้งฯ สามารถไปเที่ยวเล่นกับน้อง ๆ แก๊งเด็กเอนฯ หรือสนใจอุปการะแมวจรที่หาบ้าน ติดต่อทางเพจ : Catster by Kingdomoftigers หรือโทร.063-597-4794
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด