xs
xsm
sm
md
lg

TISCO ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่ปลดล็อกเชื่อมั่น-ลุ้นหุ้นแตะ 1,500 จุด -จีดีพีมี Upside

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



TISCO ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่เป็นจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่นประเทศ หนุนเศรษฐกิจ - ตลาดหุ้นฟื้น ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 แม้ฐานยังโตต่ำ 1.6% แต่มี Upside ขยับสู่ 1.8% หาก “คนละครึ่งพลัส 2” เดินหน้าได้ทันท่วงที รัฐบาลใหม่สามารถเร่งนโยบายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ด้านนโยบายระยะยาวอาจใช้เวลาแต่นโยบายต้องตอบโจทย์ - มีแผนชัด - ตัวชี้วัดจับต้องได้ - คนทำงานจริงจัง ด้านบล.ทิสโก้มองดัชนีหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 1,500 จุด หากเร่งนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงทั้ง “หนี้สูง - ออมต่ำ - ผลิตภาพต่ำ” พร้อมเดินหน้าสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และใช้ตลาดทุนให้เกิดประโยชน์ ขณะที่ 

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)
กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

ทั้งนี้ ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งรอบล่าสุด นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย “10+” ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมา

ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)นั้น ประเมินว่ามีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยลง 1 ครั้งในช่วงเดือนเมษายนถึงครึ่งปีแรกที่รัฐบาลอยู่ในขั้นตอนของการจัดตั้งทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงต้องใช้นโยบายการเงินมาช่วย ส่วนค่าเงินบาทนั้นน่าจะยังคงอยู่ในโซนแข็งค่า และกลับมาอ่อนค่าในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นฤดูกาลจ่ายเงินปันผลโดยคาดการณ์ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายปีแตะระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

"การตอบรับผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่าพลิกโผ แต่สิ่งที่ได้ผลตอบรับดีก็คือสถานะของรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องจากพรรคที่ได้คะแนนนำได้จำนวนสส.ที่สูงทำให้สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างราบรื่น-รวดเร็ว-ต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งก็มองว่านโยบายกระตุ้นระยะสั้นก็ยังจำเป็น อย่างคนละครึ่งพลัส ก็น่าจะช่วยดันจีดีพีได้ 0.15-0.20% ถือว่าเป็น Upside ของจีดีพีในครึ่งปีหลัง แต่ก็ต้องระมัดระวังในเรื่องของนโยบายการคลังที่มีข้อจำกัด ซึ่งตามแผนระยะยาวด้านการจัดหารายได้ ในระยะปานกลางเท่าที่ดูเรื่องของการปรับขึ้น VAT คงจะหลีกเลี่ยงได้ยากขึ้นอยู่กับวิธีการ ดังนั้น การเก็บรายได้ก็ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันการใช้จ่ายก็ต้องสร้าง Impact ให้มากที่สุด ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนในเรื่องนโยบายให้ดี เพื่อไม่ให้กระทบกับภาระหนี้และเครดิตของประเทศในที่สุด"

**คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%**
นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

นายเมธัสกล่าวว่า ความเสี่ยงในช่วงต่อไปก็คือการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจจะติดขัดหรือล่าช้ากว่าไทม์ไลน์ที่คาดการณ์ไว้ว่าหลังเลือกตั้งจะได้เห็นรัฐบาลใหม่ประมาณเดือนมิถุนายน และถือเป็นรัฐบาลที่ต่อเนื่องจากชุดนี้จึงน่าจะการสานต่อนโยบายต่างๆที่ทำไว้บ้างแล้ว ก็จะทำให้งบประมาณปี 70 ล่าช้าประมาณ 2 เดือน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจก็น่าจะออกมาได้ในช่วงปลายปี แต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่ราบรื่นอย่างเช่น การประท้วงนับคะแนน ก็อาจจะมีความล่าช้าไปบ้าง แต่ไม่น่าจะถึงกับเปลี่ยนขั้วเนื่องจากคะแนนระหว่างพรรคที่ 1 และ 2 ค่อนข้างห่างกันมาก

**ตลาดฯพุ่งรับผลเลือกตั้ง-ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุด**
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีผลการนับคะแนนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน
ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

"ในปีนี้ตลาดหุ้นไทยก็มีแนวโน้มที่ค่อนข้างดีอยู่บ้าง จากปัจจัยตลาดหุ้นโลกอยู่ในช่วงพักฐานมาตั้งแต่ปลายปี รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยที่เริ่มฟื้นตัว และราคาหุ้นไทยที่ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ทิศทางรัฐบาลในระยะต่อไปเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและหากสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ต่ออย่างต่อเนื่องก็มีโอกาสที่จะได้เห็นดัชนีที่ 1500 เพราะตลาดฯเป็นตัวบ่งชี้ความคาดหวังในอนาคต"

**เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่**
ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายไพบูลย์กล่าวว่า ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
กำลังโหลดความคิดเห็น