ประธานฮอนด้า เปิดยุทธศาสตร์ปี 2569 ชูไฮบริดเป็นแกนหลัก ลดบทบาทเครื่องยนต์สันดาป เดินหน้าอีวีอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางต้นทุนแบตเตอรี่สูง ความท้าทายนโยบายรัฐ และภาวะเศรษฐกิจชะลอ ย้ำไทยยังเป็นฮับการผลิตสำคัญ พร้อมลงทุน “Smart Factory” (โรงงานอัจฉริยะ) และเทคโนโลยียั่งยืน วอนรัฐสร้างสมดุลภาษีเพื่ออนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์
นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)
จำกัด เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจและแผนกลยุทธ์ของฮอนด้าในประเทศไทยปี 2569 ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภค และนโยบายภาครัฐ โดยฮอนด้าจะเดินหน้าอย่างรอบคอบ เน้นความยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าการเร่งแข่งขันระยะสั้น
“ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปีนี้ตลาดรวมคาดว่าจะมียอดขายราว 630,000 คัน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่ฮอนด้าตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 76,000 คัน หลังจากปี 2568 ปิดยอดขายที่ 74,044 คัน ลดลงเล็กน้อย 3% จากปีก่อน แต่ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาด 11.9% และขยับขึ้นมาเป็นอันดับสองของตลาดรถยนต์ไทย”
ในเชิงโครงสร้างตลาด ฮอนด้ายังคงรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้ แต่อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น ทำให้ฮอนด้าจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลดสัดส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และเพิ่มบทบาทของรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า
นายโคจิ ระบุว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ฮอนด้าจะให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฮบริดเป็นหลัก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่า และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย โดยรถยนต์ไฮบริดทุกรุ่นของฮอนด้าจะได้รับการพัฒนาใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การลดต้นทุน การออกแบบ และระบบความปลอดภัยหรือระบบตรวจจับ (Sensing) พร้อมตั้งเป้าลดต้นทุนรถไฮบริดลงถึง 30% เพื่อให้สามารถตั้งราคาใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปทั่วไป เช่น กรณีของ Honda City Hybrid
ขณะเดียวกัน ฮอนด้ายังคงพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์สันดาปที่ยังจำเป็นต้องทำตลาดในช่วงรอยต่อ โดยมุ่งไปที่การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เชื้อเพลิงจากวัตถุดิบพืชหรือธรรมชาติ รวมถึงแนวคิด “Resource Circulation” หรือการหมุนเวียนทรัพยากร ที่ตั้งเป้าให้รถยนต์ทั้งคันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ในอนาคต
สำหรับกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย นายโคจิ ยอมรับว่ายังมีความท้าทายสูง โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก แบตเตอรี่เป็นต้นทุนหลักซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 50,000–60,000 ล้านบาทต่อสายการผลิต และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีในการพัฒนาเทคโนโลยีและลดต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ปัจจุบัน ฮอนด้าได้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า Honda e:N1 จากประเทศจีน แต่ยังไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ตามเป้าหมาย จึงอยู่ระหว่างการพิจารณานำเข้ารถ EV รุ่นอื่นเพิ่มเติม ทั้งจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ โดยในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2569 ฮอนด้าเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าใหม่อย่างน้อย 2 รุ่น คาดว่าจะเป็นตระกูล Honda e:N2 (e:NP2 และ e:NS2) จากจีน และ Honda Super-ONE นำเข้าจากญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม นายโคจิ ย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า ฮอนด้าจะไม่เร่งผลิตหรือทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หากเทคโนโลยียังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะประเด็นอายุการใช้งานของแบตเตอรี่และการรีไซเคิล เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหา “สุสานรถยนต์” ในอนาคต ฮอนด้าจึงมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน และสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ง่าย
ด้านการผลิตและการลงทุน ฮอนด้ากำลังวางแผนพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) โดยนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ เพื่อลดงานประจำ ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ และเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาทางเลือกในการปรับปรุงสายการผลิตเดิมที่โรงงานปราจีนบุรี หรือการสร้างโรงงานใหม่สำหรับผลิตแบตเตอรี่และรถ EV โดยเฉพาะ ซึ่งประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของฮอนด้าในภูมิภาค
ในประเด็นนโยบายภาครัฐ นายโคจิ แสดงความเข้าใจต่อแนวทางการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล โดยเฉพาะการกำหนดภาษีนำเข้า EV เป็น 0% แต่เห็นว่าควรพิจารณาความสมดุลของโครงสร้างภาษี โดยเสนอให้ลดช่องว่างระหว่างภาษีนำเข้ารถไฮบริดจากญี่ปุ่นที่สูงถึง 80% กับรถ EV และพิจารณาปรับภาษีนำเข้ารถ EV จากจีนให้เหมาะสมมากขึ้น
สำหรับภาษีสรรพสามิต ฮอนด้าไม่ต้องการให้จัดเก็บโดยยึดตามประเภท Powertrain หรือสัดส่วนเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงความสมดุลโดยรวม ซึ่งโครงสร้างภาษีใหม่ที่เริ่มใช้ในปี 2569 ส่งผลให้รถยนต์ฮอนด้าหลายรุ่น ทั้งกลุ่มไฮบริดและเครื่องยนต์เบนซิน ถูกปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายังคงยืนยันตรึงราคาจำหน่าย พร้อมจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างเข้มข้น
นายโคจิ ยังกล่าวถึงปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่น่ากังวล ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อที่ลดลง ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า และราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการดำเนินธุรกิจ พร้อมย้ำว่าฮอนด้าพร้อมร่วมมือกับภาครัฐ หากมีความชัดเจนด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และระบบรีไซเคิลในประเทศ
สำหรับแผนผลิตภัณฑ์ในระยะยาว ฮอนด้าจะเดินหน้าปรับโฉมรถยนต์ทุกรุ่นแบบฟูลโมเดลเชนจ์ภายในปี 2572 พร้อมติดตั้งระบบ Honda Sensing รุ่นใหม่ และจะนำรถรุ่นใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำตลาดในไทย หรือเคยจำหน่ายมาแล้วในอดีต กลับมาทำตลาดอีกครั้ง เพื่อเพิ่มความหลากหลายและความน่าสนใจของแบรนด์
นอกจากนี้ นายโคจิ ยังเผยถึงเซอร์ไพรส์สำคัญในอนาคต ทั้งการนำรถ D-SUV ขนาดใหญ่กว่าฮอนด้า ซีอาร์-วี เข้ามาทำตลาดในไทย ความเป็นไปได้ของการจัดตั้ง Honda Racing Corporation (HRC) ฝั่งรถยนต์ 4 ล้อในประเทศไทย รวมถึงการปรับกลยุทธ์ด้านราคาและออปชัน เพื่อให้ฮอนด้ามีภาพลักษณ์ที่สดใหม่ มีพลัง และแข่งขันได้ในระยะยาว
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของฮอนด้า ที่มุ่งเดินหน้าอย่างรอบคอบในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยยึดประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของการผลิต การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต