กทม.เปิดเวที Market Sounding เอกชนร่วมลงทุนรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีลมต่อขยาย ช่วงบางหว้า–ตลิ่งชัน7.5 กม.ค่าลงทุนกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท วางโมเดลจ้างวิ่ง PPP- Gross เปิดปี 77 ผู้โดยสาร 7.3 หมื่นคน/วัน รอนโยบายรัฐบาลใหม่ พร้อมส่งต่อรฟม.บริหารรายเดียวแนะเจรจา BTSเดินรถเชื่อมต่อสายสีลม-บางหว้า
วันที่ 10 ก.พ. 69 นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (สจส.กทม.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นการลงทุนโครงการ (Market Sounding) โครงการศึกษาและวิเคราะห์ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 (ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน) ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ในหมวด 4 ส่วนที่ 1 การเสนอโครงการ โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าร่วม
นายสิทธิพร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กทม. ได้มีการศึกษาความเหมาะสมของโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า - ตลิ่งชัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร การวิเคราะห์ผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ตลอดจนรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 (ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน) แล้วเสร็จเมื่อปี 2559 แต่เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก กรุงเทพมหานคร จึงมีแนวคิดการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน PPP) ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินงานที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
การรับฟังความคิดเห็นการลงทุนโครงการ (Market Sounding) มีวัตถุประสงค์ครั้งนี้ เพื่อนำเสนอข้อมูลสาระสำคัญของโครงการ รูปแบบการร่วมลงทุน แผนการดำเนินงาน และแนวทางการสร้างแรงจูงใจสนับสนุนให้เอกชนเป็นผู้ร่วมลงทุน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการ นำมาพิจารณาประกอบการศึกษาและวิเคราะห์โครงการให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสรุปได้ภายใน 1-2 เดือนนี้
@ชี้มติคจร.โอนให้รฟม.บริหารหน่วยเดียวยังไม่มีผล ต้องรอรัฐบาลใหม่ผลักดัน
นายสิทธิพร กล่าวว่า ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) วันที่ 3 ธ.ค. 2568 ที่ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) โดยให้โอนโครงการรถไฟฟ้าของกทม.ให้กระทรวงคมนาคม เพื่อให้จัดทำค่าโดยสารร่วม แต่เนื่องจาก มติดังกล่าวยังไม่ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะยุบสภาไปก่อน จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้น ต้องรอนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ก่อน หากเดินหน้าตามเดิม กทม.พร้อมนำผลการศึกษาส่งมอบให้รฟม.ไปดำเนินการต่อ
สำหรับส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 (ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน) เป็นเส้นทางที่มีประชาชนต้องการ การศึกษาประมาณการว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการ 6-7 หมื่นคน/วัน โดยคำนวนอัตราค่าโดยสารตามมาตรฐาน MRT Standardize ค่าแรกเข้าประมาณ 15-17 บาท / สถานีละ 2.50 บาท ซึ่งหลังจากนี้จะต้องดูรูปแบบกรณีจ้างเดินรถ หรือการอุดหนุนส่วนต่างด้วย และตามแผนแม่บทรถไฟฟ้า 2 หรือ M-Map 2 มีแผนต่อขยายไปตามแนวถนนราชพฤกษ์ เชื่อมกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่บางใหญ่ สามารถเชื่อมต่อกับสายใต้ใหม่ ถนนบรมราชชนนนี และรถไฟฟ้าสายสีแดง สีม่วง รองรับการเดินทางเขตชานเมืองโซนธนบุรีฝั่งตะวันตก
“การลงทุน ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชันรูปแบบ PPP Gross Cost ค่อนข้างเหมาะสม เนื่องจาก รัฐต้องการกำหนดค่าโดยสารเอง เพื่อลดภาระประชาชน สอดคล้องกับนโยบาย Single Ownership ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่ต้องการกำหนดค่าโดยสารอัตราเดียว ซึ่งขณะนี้จะต้องรอรัฐบาลใหม่คาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่วนการเดินรถสายสีเขียว สายหลักและส่วนต่อขยาย1,2,3 มองว่า ควรเป็นแบบต่อเนื่องตลอดสาย เพื่อให้เกิดความสะดวก ซึ่งส่วนสัมปทาน สัญญาจะสิ้นสุดปี 2572 แต่ส่วนต่อขยาย1,2 เป็นสัญญาจ้างเดินรถหมดปี 2585 คงต้องหาแนวทางพิจารณาที่จะรวบเป็นสัญญาจ้างเดียวกันอย่างไรได้บ้าง”
โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน ระยะทางประมาณ 7.5 กม. เริ่มต้น ที่จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า BTS บริเวณสถานีบางหว้า โดยแนวเส้นทางจะวิ่งไปทางทิศเหนือ ตามแนวเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ ผ่านทางแยกตัดถนนบางแวก ผ่านทางแยกถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 จากนั้นจะยกระดับข้ามทางแยกถนนบรมราชชนนี และทางด่วนสายกาญจนาภิเษก และมาสิ้นสุดโครงการที่บริเวณทางลาดลงของสะพานข้ามทางรถไฟสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน
มี 6 สถานี ได้แก่ สถานีบางแวก สถานีบางเชือกหนัง สถานีบางพรม สถานีอินทราวาส สถานีบรมราชชนนี และสถานีตลิ่งชัน เป็นสถานียกระดับ (Elevated Stations) ที่โครงสร้างของทางวิ่งและสถานีก่อสร้างบนเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ โดยมีทางขึ้น-ลงสถานี (Entrance) อยู่บนทางเท้า ทั้งบันได บันไดเลื่อน และลิฟต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร ใช้รถจำนวน 6 ขบวน ขณะที่ศูนย์ซ่อมบำรุง (เดปโป้) สายสีเขียวปัจจุบัน 3 แห่ง คือ หมอชิต สมุทรปราการ คูคต มีขีดความสามารถรองรับการซ่อมบำรุงได้
มีค่าลงทุนรวม 52,135 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าก่อสร้าง 18,073 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 11,360 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษาโครงการ 22,701 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) 19.11% ระยะเวลาโครงการรวม 31 ปี (ปี 2572-2602) รวมก่อสร้าง 5 ปี
ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง ทั้งรายได้จากค่าโดยสาร และรายได้เชิงพาณิชย์อื่นๆ ได้แก่ การเช่าพื้นที่สื่อโฆษณา ร้านค้าในรูปแบบห้องเช่า พื้นที่ติดตั้งตู้ขายของอัตโนมัติ พื้นที่เปิดโล่งสำหรับจัดกิจกรรม เป็นต้น โดยคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร ในปี 2577 ประมาณ 73,000 คน/วัน
ท้งนี้ ที่ปรึกษานำเสนอรายงานการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบกรณีการเดินรถแบบ Run-through route (วิ่งตลอดสายสีลม) โดยเดินรถจากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ผ่านสยาม ไปจนถึงสาถนีตลิ่งชัน ผู้โดยสารไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถ จะต้องมีการยกเลิกสัญญาจ้างเดินรถส่วนหลักและส่วนต่อขยาย1 ที่จะสิ้นสุดปี 2585 อย่างไรก็ตาม จะเสนอกทม.หารือร่วมกับสคร.ถึงแนวทางการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้า เพื่อจัดทำรายงานการศึกษาที่เหมาะสมต่อไป
ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยตามแผนการดำเนินงานได้กำหนดจัดทำรายงานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขอมติอนุมัติโครงการ ในปี 2571 โดยในปี 2571 -2572 จะจัดทำรายงานเอกสารขอเสนอราคา (RFP) และดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน ส่วนการดำเนินงานก่อสร้างโครงการจะดำเนินการระหว่าง ปี 2572 – 2577 เปิดบริการปี 2577
รูปแบบPPP 3 รูปแบบ คือ 1. PPP Net Cost ภาครัฐจะเป็นผู้จัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธา งานระบบของโครงการ ภาคเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบการ เดินรถและบำรุงรักษา(O&M) รับรายได้โดยจ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งของรายได้ให้กับภาครัฐตามข้อกำหนด
2. PPP Gross Cost ภาครัฐจะเป็นผู้จัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธา ส่วนภาคเอกชน จะก่อสร้างงานระบบ และเป็นผู้จัดหาขบวนรถไฟฟ้า เดินระบบและบำรุงรักษาโครงการ (O&M) โดยภาครัฐเป็นเจ้าของรายได้ ส่วนเอกชนได้รับค่าตอบแทน Availability Payment จากรัฐตามเงื่อนไขในเรื่องของคุณภาพการให้บริการ
3. Modified Gross Cost รัฐจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และก่อสร้างงานโยธา ส่วนภาคเอกชนก่อสร้างงานระบบจัดหาขบวนรถไฟฟ้า เดินระบบและบำรุงรักษาโครงการ (O&M) และจัดเก็บรายได้ส่งให้ภาครัฐ โดยภาครัฐเป็นเจ้าของรายได้ของโครงการ และภาคเอกชนจะได้รับค่าตอบแทน AP และ/หรือ ผลตอบแทนพิเศษ