xs
xsm
sm
md
lg

Ferrari Luce รถไฟฟ้า 100% รุ่นแรกค่ายม้าลำพองเผยห้องโดยสารดีไซน์สุดล้ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เฟอร์รารี่ ประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของยนตรกรรมไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่ายในนาม Ferrari Luce พร้อมเผยโฉมภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสารและระบบอินเตอร์เฟซเป็นครั้งแรก โชว์จุดเด่นงานดีไซน์ที่เกิดจากการร่วมมือกับ เซอร์ จอนนี่ ไอฟ์ (Sir Jony Ive) อดีตนักออกแบบของ Apple Inc.


Luce (ลูเซ่) มาจากภาษาอิตาลีแปลว่า แสงสว่าง โดยเฟอร์รารี่ระบุว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคของไฟฟ้า และยังเป็นกลยุทธ์การตั้งชื่อที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในอนาคต โดย Luce ถูกออกแบบและพัฒนาร่วมกันระหว่างเฟอร์รารี่และ LoveFrom ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดย เซอร์ จอนนี่ ไอฟ์ (Sir Jony Ive) อดีตหัวหน้าทีมออกแบบของ Apple Inc. ที่มีผลงานการออกแบบมากมายทั้ง iPhone, iMac, iPod และ MacBook เป็นต้น

ห้องโดยสารของ Ferrari Luce ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Single Clean Volume หรือการรวมพื้นที่เป็นหนึ่งเดียว ลดความซับซ้อนเพื่อให้ผู้ขับขี่เกิดสมาธิสูงสุด โดยมีการจัดระเบียบอุปกรณ์แยกตามหน้าที่การใช้งานอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีการใช้วัสดุขั้นสูงจำนวนมาก เช่น อะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ซึ่งผ่านกระบวนการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร CNC 5 แกนเพื่อความแข็งแรงเป็นพิเศษ และกระจก Corning Gorilla Glass เพื่อลดรอยขีดข่วนเช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน


พวงมาลัยของ Luce เป็นแบบ 3 ก้านที่ออกแบบเน้นความเรียบง่าย สะท้อนถึงพวงมาลัยของรถเฟอร์รารี่จากยุค 1950 - 1960 โครงสร้างทำจากวัสดุอะลูมิเนียมที่เผยให้เห็นเนื้อวัสดุอย่างชัดเจน และมีน้ำหนักลดลงจากพวงมาลัยปกติถึงราว 400 กรัม พร้อมปุ่มควบคุม 2 ฝั่งที่ผ่านการทดสอบจากนักแข่งของเฟอร์รารี่เพื่อให้มีกลไกและเสียงการทำงานที่สอดคล้องกันมากที่สุด

กุญแจของ Luce ทำจากวัสดุ Corning Gorilla Glass ที่มีความทนทานสูงและป้องกันรอยขีดข่วน มาพร้อมหน้าจอ E Ink ที่ประหยัดพลังงานมากกว่าหน้าจอทั่วไปหลายเท่า เนื่องจากจะมีการใช้พลังงานต่อเมื่อมีการเปลี่ยนการแสดงผลบนหน้าจอเท่านั้น และยังถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเทคโนโลยี E Ink มาใช้กับรถยนต์อีกด้วย

เมื่อกุญแจถูกเสียบเข้ากับช่องบริเวณคอนโซลกลาง สีของกุญแจจะถูกเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีดำเพื่อให้กลมกลืนกับแผงคอนโซล ขณะที่หน้าจอต่างๆ จะสว่างขึ้นเพื่อสะท้อนถึงความพร้อมในการขับขี่ต่อไป


Ferrari Luce ประกอบไปด้วยหน้าจอ 3 ตำแหน่ง ได้แก่ แผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่เรียกว่า Binnacle และหน้าจอกลางสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าและหลังอย่างละ 1 จอ โดยเฟอร์รารี่เลือกใช้ปุ่มกดแบบกลไกแทนการพึ่งพาหน้าจอสัมผัสล้วนเหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ เพราะเชื่อว่าจะสร้างการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่และตัวรถได้ดีกว่าระบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียว

จุดเด่นของ Luce คือชุดแผงหน้าปัด (Binnacle) ซึ่งถูกติดตั้งไว้บนคอพวงมาลัยเป็นครั้งแรก ระบบนี้จะช่วยให้หน้าปัดเคลื่อนที่ไปพร้อมกับการปรับระยะยืด-หดและความสูงของพวงมาลัย เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นข้อมูลได้ชัดเจนที่สุดตลอดเวลา


แผงหน้าปัดดังกล่าวใช้เทคโนโลยีหน้าจอ OLED แบบซ้อนทับกัน (Overlapping) ที่พัฒนาร่วมกับวิศวกรจาก Samsung Display จุดเด่นอยู่ที่การเจาะช่องทะลุขนาดใหญ่ 3 ช่องบนหน้าจอชั้นบนเพื่อเผยให้เห็นข้อมูลจากหน้าจอชั้นที่สองด้านหลัง โดยแต่ละช่องมีการติดตั้งเลนส์แก้วใสและล้อมด้วยวงแหวนอะลูมิเนียม เพื่อสร้างมิติความลึก และช่วยให้ข้อมูลอ่านง่ายขึ้นในทุกสภาพแสง

แผงควบคุมด้านหน้าถูกออกแบบให้สามารถปรับทิศทางหน้าจอให้หันเข้าหาผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารได้อย่างอิสระ พร้อมที่พักมือเพื่อเพิ่มความสะดวกในการสั่งงาน ช่วยลดการละสายตาจากถนนลงได้ มาพร้อม Multigraph บริเวณมุมขวาบนที่สามารถสลับการทำงานได้ 4 โหมด ได้แก่ นาฬิกาบอกเวลา, ระบบจับเวลา, เข็มทิศ และระบบ Launch Control


คันเกียร์ถูกตกแต่งด้วยวัสดุ Corning Gorilla Glass เช่นเดียวกัน โดยใช้เลเซอร์เจาะรูขนาดเล็กเท่าครึ่งหนึ่งของเส้นผมมนุษย์เพื่อลงหมึกพิมพ์กราฟิกให้มีความสม่ำเสมอและคมชัดสูงสุด ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่ไม่เคยมีการนำมาใช้ในงานออกแบบภายในรถยนต์มาก่อน

ทั้งนี้ ดีไซน์ภายนอกของ Ferrari Luce จะถูกเผยโฉมอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ประเทศอิตาลี


















กำลังโหลดความคิดเห็น