xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 31.73-เผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่ม-ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(5ก.พ.69)ที่ระดับ 31.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.65 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.60-31.85 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้านแถว 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.58-31.77 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ที่ได้อานิสงส์จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึง การอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้น แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์บ้าง หรืออาจเพิ่มสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% ตามลำดับ ทว่า BOE อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หากตลาดแรงงานอังกฤษและอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเพิ่มเติม

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOTLS Job Openings) ที่ถูกเลื่อนประกาศจากผลกระทบของภาวะ Government Shutdown ที่ผ่านมา และ ยอดการประกาศเลิกจ้างงาน (Challenger Job Cuts) โดยรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว กอปรกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และอาจยังพอได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อผลลัพธ์ของการเลือกตั้งญี่ปุ่น ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ หลังผลโพลและคาดการณ์ของบรรดานักวิเคราะห์ ต่างสะท้อนว่า พรรค LDP และพันธมิตร อาจคว้าเสียงข้างมากในสภา ทำให้นโยบาย Sanaenomics อาจดำเนินการต่อได้ไม่ยาก บรรดาผู้เล่นในตลาดจึงเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับ Sanae Trades (Short JPY และมอง บอนด์ยีลด์ระยะยาวของญี่ปุ่นเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น) อีกครั้ง อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หากผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่า โซน 160 เยนต่อดอลลาร์ ขึ้นไป อาจเป็นโซนที่จะเห็นการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากทั้งทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ทำให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์จากประเด็นดังกล่าว อาจจำกัดเช่นกัน ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุนเพิ่มเติม หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

อย่างไรก็ดี แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า แต่ความไม่แน่นอนของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน อาจพอช่วยหนุนราคาทองคำและช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวโซนแนวต้าน 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่เราคาดว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออก และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น ผลการเลือกตั้งของไทย นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา เรายังคงเห็น แรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ทั้งในส่วนของหุ้นและบอนด์ ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไม่ให้เกินโซนแนวต้านดังกล่าวได้เช่นกัน ส่วนโซนแนวรับของเงินบาทยังคงอยู่แถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.30 บาทต่อดอลลาร์