หลายคนมองซิมการ์ดเก่า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นดึกที่กำลังจะทิ้งในลิ้นชักบ้านด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากเดิม หลังจากหนุ่มจีนรายหนึ่งโพสต์วิดีโอสาธิตกระบวนการสกัดทองคำจากซิมการ์ดเก่าและขยะอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ได้ถึง 191.73 กรัม มีมูลค่ามากกว่า 120,000 หยวนหรือราว 5-6 แสนบาทในเวลานั้น
ถามว่าซิมการ์ดเล็กๆ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีทองคำอยู่ตรงไหน? คำตอบคือชิปในซิมการ์ดมีการเคลือบทองคำบางเฉียบอยู่ที่ขาสัมผัสและจุดเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า เหตุผลที่ต้องใช้ทองคำก็เพราะทองคำเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม ไม่เกิดการกัดกร่อน ไม่เกิดออกซิเดชัน และที่สำคัญคือสามารถขึ้นรูปเป็นแผ่นบางๆ เส้นลวด หรือชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย
และไม่ใช่แค่ซิมการ์ด การออกแบบแบบเดียวกันนี้ยังถูกใช้ในชิปของบัตรธนาคาร บัตรประชาชน และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ อีกมากมาย
แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ว่าใครจะเริ่มเก็บซิมการ์ดเก่ามาหลอมทองกันเอง เพราะทองคำที่สกัดได้มานั้น ได้มาจากขยะอิเล็กทรอนิกส์เกือบสองตัน
และไม่เพียงต้องใช้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาล ผู้เชี่ยวชาญก็ยังออกมาเตือนว่า กระบวนการสกัดทองคำจากขยะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าเก็บนั้นใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงมาก ซึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง และหากจัดการไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้
***สกัดทองคำครึ่งล้าน จากมือถือเก่า
หนุ่มจีนที่แสดงตัวว่ามาจากมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน กลายเป็นข่าวดังช่วงปลายมกราคม 69 เพราะช่องที่ใช้ชื่อว่า "Qiao the Hakka Gold Refiner" หรือ เจี๋ยว ช่างหลอมทองคำแห่งฮากกา ได้โพสต์วิดีโอที่สร้างความฮือฮาอย่างมากในโลกออนไลน์ เพราะการสาธิตกระบวนการสกัดทองคำจากซิมการ์ดเก่าและขยะอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
ผลลัพธ์ที่โชว์ในวิดีโอนี้น่าทึ่งมาก เพราะ Qiao ชี้ว่าสามารถสกัดทองคำได้ทั้งหมด 191.73 กรัม มีมูลค่านับครึ่งล้านบาท จากขยะอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 2 ตัน
Qiao ชี้แจงว่า วิดีโอนี้ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา เพื่อเน้นย้ำถึงมูลค่าการรีไซเคิลของขยะอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ไม่ใช่เพื่อสร้างกระแส
กรณีของ Qiao เชื่อมโยงกับสถานการณ์ทองโลกที่ได้พุ่งสูงขึ้นไปสู่ระดับสถิติใหม่ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
สาเหตุหลักมาจากนักลงทุนทั่วโลกกำลังหันมาลงทุนในทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สงครามการค้า การคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ที่อาจแตก
สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับการพึ่งพาโลหะมีค่านี้ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วทางออกคืออะไร? เอมม่า อาร์มสตรอง (Emma Armstrong) ซึ่งดำรงตำแหน่งด้านความยั่งยืนและผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์กลุ่มของบริษัท In2tec ซึ่งเป็นบริษัทผู้บุกเบิกด้านอิเล็กทรอนิกส์แห่งสหราชอาณาจักร ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจ
***7% ทองคำโลกอาจอยู่ในขยะอิเล็กทรอนิกส์
Emma ยอมรับว่าราคาทองคำที่สูงขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ต้นฉบับทั่วโลก แต่ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานสามารถบรรเทาลงได้โดยการหยุดการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีทองคำอยู่ลงในหลุมฝังกลบ และการใช้เทคโนโลยีแบบโมดูลาร์ ที่ออกแบบให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถถอดแยกชิ้นส่วนได้ง่าย เพื่อให้ซ่อมแซม เปลี่ยน และรีไซเคิลได้อย่างสะดวก
เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมเทคสามารถควบคุมแหล่งทองคำของสินค้าตัวเองได้ด้วย
Emma ชี้ว่าโลกกำลังขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการผลิตอุปกรณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น ธาตุหายาก อะลูมิเนียม ทองแดง เหล็กกล้า และทองคำ และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าทองคำถึง 7% ของโลกอาจถูกกักอยู่ในขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยอาจมีทองคำในขยะอิเล็กทรอนิกส์ 1 ตันมากกว่าในแร่ทองคำ 1 ตันถึงร้อยเท่าเลยทีเดียว
บริษัท In2tec ซึ่งทำงานมาตั้งแต่ปี 2001 ได้พัฒนาโซลูชันที่สามารถปรับขนาดได้เพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีหลักของบริษัทคือ ReUSE และ ReCYCLE ซึ่งเป็นกระบวนการแบบวงจรปิดที่ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเก็บเกี่ยวชิ้นส่วนจากอิเล็กทรอนิกส์เดิมเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ที่สุดแล้ว ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เคยถูกมองข้าม อาจเป็นเหมืองทองคำที่มีคุณค่ามหาศาล ขอเพียงต้องจัดการอย่างถูกวิธี ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ก่อนที่ใครจะทิ้งโทรศัพท์เก่า ซิมการ์ดเก่า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ขอให้ส่งไปรีไซเคิลอย่างถูกต้อง จะดีที่สุด
ไม่ใช่แค่เพื่อสิ่งแวดล้อม แต่เพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของเราด้วย.