xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าบาทเปิดที่ 31.16-ติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(29ม.ค.69)ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง เล็กน้อย”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 31.02-31.20 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้รับอานิสงส์จากการทยอยอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังรัฐมนตรีฯ คลังของสหรัฐฯ Scott Bessent ออกมาปฏิเสธว่าทางการสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น และสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และผลการประชุม FED ที่มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (10-2) คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ตามคาด ซึ่ง FED ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยย้ำว่า FED จะรอติดตามและประเมินข้อมูลที่ได้รับอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเพิ่มเติม

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders)

ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เราขอเน้นย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways ไปก่อน โดยเงินบาทมีโซนแนวต้านแถว 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับ จะอยู่ในช่วง 31.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 31.00 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่า ราคาทองคำ (XAUUSD) จะสามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากเดิมที่ Correlation 30 วัน ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำนั้นสูงเกิน 80% ทว่า ล่าสุด Correlation ได้ลดลงเหลือราว 50%-60% ภายในระยะเวลาอันสั้น ช่วงที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่า อาจเกิดแรงซื้อแบบไล่ราคา (Fear Of Missing Out) หรือ FOMO Buy ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราได้ระบุมาโดยตลอดว่า อาจกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าได้ แม้ว่า ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หรืออาจจะเป็นอานิสงส์จากมาตรการของทางธนาคารแห่งประเทศไทยในการควบคุมผลกระทบจากราคาทองคำด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ในช่วงระยะสั้น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงขึ้น ยังได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบ ซึ่งภาพดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนที่มักจะมีโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้ประกอบการ อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นแรง จนหลุดระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนในระยะสั้น เว้นแต่ว่า เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงหนัก ซึ่งเรามองว่า ภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้น หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานออกมาแย่กว่าคาดไปมาก หรือเกิดการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จริง ซึ่งเราประเมินว่า อาจยังไม่เกิดภาพดังกล่าวในช่วงนี้ หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นพอควร จากช่วงก่อนหน้าที่เกือบทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์
กำลังโหลดความคิดเห็น