xs
xsm
sm
md
lg

“ศุภจี” สรุปดาวอส ชี้โลกแบ่งแยกสุดขั้ว ชูไทยพันธมิตรทุกฝ่าย สร้างประโยชน์ร่วม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“ศุภจี” สรุปภาพรวมการเข้าร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่ดาวอส เผยโลกเปลี่ยนไปสู่การแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้เลือกข้าง ยันไทยวางตำแหน่งเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย มุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วม การค้าขายต้องทั้งขายและซื้อ ระบุโลกหลังเวทีดาวอสมุ่งสู่ยุคดิจิทัล AI สีเขียว ความมั่นคงอาหาร พาณิชย์มีแผนรับมือ ทั้งการผลักดันความตกลง DEFA เร่งอัปเกรด FTA เดิมให้ทันกติกาการค้าใหม่ เจรจา FTA ใหม่ สร้างโอกาสทางการตลาด

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : WEF) ครั้งที่ 56 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. 2569 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ว่า "จากการที่ได้ไปเข้าร่วมการประชุม ทำให้เห็นภาพว่าโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และโครงสร้างการค้าโลก โดยโลกไม่ได้อยู่ในระบบพหุขั้วอำนาจ (Multipolar World) แบบที่นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่สภาวะที่รุนแรงกว่านั้น เพราะก่อนมาดาวอส ดิฉันยังใช้คำว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar แต่จากสิ่งที่เห็นและได้ฟังในเวทีปีนี้ ต้องยอมรับว่ามันเกินกว่าจุดนั้นไปแล้ว เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว

โดยโลกในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของหลายมหาอำนาจ แต่เป็นโลกที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันแต่ละประเทศก็ต้องเร่งหาทางรอดของตนเอง บางประเทศใช้แต้มต่อด้านอำนาจ เทคโนโลยี หรือทรัพยากรเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการค้า ส่วนอีกหลายประเทศพยายามแสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน

ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทเชิงรุก วางตำแหน่งประเทศให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย และมุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการยึดติดกับการเลือกข้าง เพราะการดำเนินนโยบายการค้าในยุคใหม่ ไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกประเทศได้อีกต่อไป แต่ต้องเจรจาเป็นรายประเด็น เลือกความร่วมมือในเรื่องที่เกิดประโยชน์ร่วมกันจริง และหัวใจสำคัญคือ รายละเอียด เราไม่จำเป็นต้องคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ แต่ต้องเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วม และสร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็น Game Changer ของเศรษฐกิจในยุคนี้"

นางศุภจีกล่าวว่า การเจรจาการค้าในอนาคตต้องมองทั้งการขาย และการซื้อควบคู่กัน ไม่ใช่มองเฉพาะการส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะการนำเข้าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการต่อรองทางการค้า นอกจากนั้น กลไกทางการค้าทุกรูปแบบต้องนำมาใช้ให้เหมาะสม เช่น มาตรการภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี มาตรการปกป้อง การยกระดับสินค้าและบริการ การสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SME และบุคลากร หรือแม้แต่การบริหารการนำเข้าที่สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เป็นต้น เพื่อรักษาสมดุลของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และดูแลอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหว

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญอีกคือ ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ จะเป็นบริบทสำคัญและรากฐานของการค้าระหว่างประเทศ และเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องรักษาไว้ในระยะยาว โดยเฉพาะในโลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ของการค้าโลกในยุคหลังดาวอสมีอย่างน้อย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1. เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2. เศรษฐกิจสีเขียวและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แม้บางประเทศจะมองเป็นภาระ แต่สำหรับไทยถือเป็นโอกาสในการสร้างแต้มต่อบนเวทีการค้าโลก 3. ความมั่นคงจะเป็นส่วนสำคัญของการค้าและเศรษฐกิจโลก ไทยจึงมุ่งเน้นยกระดับการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นสินค้าด้านความมั่นคงของภูมิภาค

ดังนั้น ไทยต้องสร้างจุดเด่นของตนเองให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน โดยตัวอย่างหนึ่งในความร่วมมือนี้ คือกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ที่ไทยเป็นประธานเจรจาผลักดันให้บรรลุข้อตกลงในการที่จะเป็นกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก กรอบ DEFA จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล และช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME เข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในด้านโครงสร้างนโยบาย ต้องคำนึงถึงความจำเป็นของความต่อเนื่องและความร่วมสมัยของการทำงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและประเทศคู่ค้า โดยความตกลงการค้าเสรี (FTA) หลายฉบับที่ไทยทำไว้เมื่อ 20-30 ปีก่อน อาจไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอีกต่อไป กระทรวงพาณิชย์จึงเตรียมเดินหน้ายกระดับ FTA เดิมกับประเทศสำคัญให้ทันต่อโครงสร้างการค้า เทคโนโลยี และมาตรฐานใหม่ของโลก รวมถึงเร่งขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป พร้อมทั้งเปิดตลาดใหม่และเจรจา FTA ฉบับใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศและผู้ประกอบการในจังหวะที่โลกกำลังหาพันธมิตรการค้าใหม่อย่าง FTA กับสหภาพยุโรป (EU) แคนาดา เกาหลีใต้ และการปรับปรุงความตกลง อาเซียน-อินเดีย เป็นต้น เพราะโลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การค้าการขายก็ไม่เหมือนเดิม ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ทันต่อกติกาใหม่ของโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการและประเทศสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
กำลังโหลดความคิดเห็น