SCGP ตั้งเป้าปี69รายได้กว่า1.3แสนล้านบาทและมีEBTDA 1.83หมื่นล้านบาท โตต่อเนื่องจากปีก่อนที่มีรายได้ 1.24แสนล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 4,069 ล้านบาท ชี้ปีนี้ตลาดบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนและอินเดียมีศักยภาพขยายตัว ทุ่มงบลงทุน 1หมื่นล้านทำM&Pขยายธุรกิจ บอร์ดSCGPไฟเขียวจ่ายเงินปันผลงวดปี68หุ้นละ 0.60 บาท
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่าบริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี2569 กว่า 1.3 แสนล้านบาท และมี EBITDA อยู่ที่ 18,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี2568ที่มีรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท และ EBITDA 17,210 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้มีโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย รวมถึงการขยายตลาดในอินเดีย ที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น โดยเน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น และเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่มกราคมปีนี้
ทั้งนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนปี 2569 รวม 10,000 ล้านบาทใกล้เคียงปีก่อน เพื่อใช้สำหรับ M&P การขยายธุรกิจและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1 ปี 2569 คาดการณ์ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในตลาดอาเซียนตามการเติบโตทางเศรษฐกิจอาเซียน และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็น 90%จาก 87-91%ในปี 2568 ส่วนปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
นายวิชาญ กล่าวว่า บริษัทฯตัดสินใจชะลอการลงทุนโครงการBio-based Plastic จากไม้ยูคาลิปตัส เนื่องจากต้นทุนการผลิตไบโอพลาสติกสูงกว่าเม็ดพลาสติกPetมาก สืบเนื่องจากราคาปิโตรเคมีอยู่ในช่วงวัฎจักรขาลงมาหลายปีแล้ว สาเหตุหลักมาจากมีกำลังการผลิตใหม่จากจีนออกสู่ตลาดโลกจนเกิดการโอเวอร์ซัพพลาย หากาาคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นจนทำให้โครงการนี้มีความคุ้มค่าการลงทุนจึงจะกลับมาพิจารณาใหม่
เมื่อปี2566 SCGP ลงนามความร่วมมือ(JDA) กับออริจิ้น แมตทีเรียลส์ จากสหรัฐฯ เพื่อร่วมกันพัฒนา Bio-based Plastic จากไม้ยูคาลิปตัสเพื่อผลิตสารตั้งต้นเป็น Bio-PET โดยทดลองนำชิ้นไม้ยูคาลิปตัสสับมาผ่านกระบวนการทางเคมี ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะที่มีประสิทธิภาพจนได้ Bio-PTA (Bio-Purified terephthalic acid) และ HTC (Hydrothermal carbon) โดย Bio-PTA สามารถนำไปผลิตเป็น Bio-PET (Bio-Polyethylene terephthalate) ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับ PET ที่ผลิตจากปิโตรเลียม สามารถนำมารีไซเคิลได้ และสามารถรีไซเคิลพร้อมกับ PET ทั่วไป ในขณะที่ HTC สามารถนำไปผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพและใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยบริษัทวางแผนในการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน และต่อยอดเพื่อนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์และสินค้าต่างๆ เช่น บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์อาหาร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เพื่อตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน
สำหรับผลการดำเนินงานในปี2568
บริษัทมีรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท ลดลง6% และมีEBITDA 17,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งความต้องการในภูมิภาคอาเซียนอยู่ในช่วงการเติบโต จากการบริโภคภายในประเทศและส่งออกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารต้นทุน อย่างไรก็ตาม ราคาของบรรจุภัณฑ์ยังถูกกดดันจากตลาด
ทั้งนี้ SCGP ดำเนินกลยุทธ์การบริหารงานอย่างมีวินัย บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวอย่างรวดเร็วให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าขยายธุรกิจกลุ่มสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจหลักตามแผนกลยุทธ์ โดยปี 2568 สามารถปิดดีลเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ในบริษัท PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นจาก ร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 100 ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) และร่วมทุนร้อยละ 25 กับ Howa Sangyo Co., Ltd. (HOWA) จากญี่ปุ่น เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และการลงทุนตั้งฐานการผลิตกระบอกฉีดยา 180 ล้านชิ้นต่อปี ในโรงงานของบริษัทวีอีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและราคาพลังงานที่ลดลง
ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน 2569 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 31 มีนาคม 2569