วันที่ 23 ม.ค. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการแถลงข่าวสรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3 – 4 ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก
– โคกกรวด โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา ตกทับขบวนรถไฟ และกรณีเหตุคานปูน (Segment) และเครน (Launching Gantry Crane หรือ LG ) โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 7 พังถล่ม ซึ่งกระทรวงคมนาคม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณี โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เป็นประธานกรรมการ มีนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกสภาวิศวกร
ผู้แทนอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่ และอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการดำเนินงานภายใน
15 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ให้เร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ ให้เลิกสัญญา ซึ่งผู้เกี่ยวข้องทั้งตนในฐานะรมว.คมนาคม การรถไฟฯ กรมทางหลวง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งวันนี้ครบ 7 วันแล้ว จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในกรณีเครนก่อสร้าง ทางรถไฟไทย-จีน สัญญาที่ 3 – พบว่า วัตถุที่ตกลงมาทับขบวนรถไฟ เป็นชิ้นส่วนฐานรองรับด้านหน้าของเครนซึ่งเกิดการเสียสมดุลระหว่างการเคลื่อนย้าย แต่ประเด็นสำคัญที่พบคือ มีการทำงานก่อสร้างโดยไม่ปิดการจราจรด้านล่าง ทั้งที่มีข้อกำหนดชัดเจนว่าต้องทำงานเฉพาะช่วงที่ไม่มีรถไฟวิ่ง ถือเป็นการละเลยมาตรการความปลอดภัย
เป็นความผิดพลาดในการปฎิบัติการก่อสร้าง ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลง ที่กำหนดว่า ในขณะที่มีขบวนรถไฟผ่านจุดที่มีการก่อสร้าง ทางไชด์งานจะต้องแจ้งไปที่สถานีเพื่อให้ขบวนรถไฟหยุด และจะให้ขบวนรถไฟผ่านได้เมื่อหยุดการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว โดยจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างและที่ปรึกษาประจำสถานี เพื่อสื่อสารข้อมูล แต่ไม่พบว่ามีการแจ้งเตือนสื่อสารใดๆ
“ผลสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีเครนรถไฟค่อนข้างชัดเจน ส่วนการบอกเลิกสัญญามีกระบวนการเนื่องจากรฟท.เป็นรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ที่จะพิจารณาผลการตรวจสอบ โดยรักษาการผู้ว่าฯรฟท.จะเสนอคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายของรฟท.และเสนอบอร์ดรฟท.วันที่29 ม.ค.69 เพราะเรื่องนี้นอกเหนืออำนาจรัฐมนตรี“
สำหรับกรณีเหตุคานปูน และเครน (LG) โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์M 82 ตอน 7 พังถล่มจากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ พบว่าเหตุเกิดช่วงที่ไม่ได้มีการทำงาน ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่จะให้ก่อสร้างในช่วงเวลา19.00 น.-05.00 น.เท่านั้น หลังจากนั้นจะยุติการก่อสร้างเพื่อคืนผิวจราจรเปิดถนนให้มีการสัญจร ซึ่งเมื่อไม่มีการทำงาน ก็ต้องรอคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสอบสวนเชิงลึกต่อไปว่าเหตุเกิดจากอะไร เป็นการผิดพลาดเกิดจากตรวจส่วนไหน ซึ่งเป็นรายละเอียดเชิงวิศวกรรม
ขณะนี้ยังชี้ลงไปไม่ได้ ส่วนการบอกเลิกสัญญาเป็นสิทธิ์ของกรมทางหลวงและต้องให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงบริษัทผู้รับเหมาด้วยเพราะกรณีพระราม 2เป็นเวลาที่หยุดทำงานไปแล้ว ไม่มีการปกป้องผู้รับเหมาแต่จะต้องพิสูจน์ความจริง ว่าเหตุจากความผิดใคร หรือเป็นที่อุปกรณ์ หรือเหตุสุดวิสัย
นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวงในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้ง 2 เหตุการณ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3 – 4 ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก – โคกกรวด
โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา ตกทับขบวนรถไฟ โดยได้ตรวจสอบข้อมูลภาพถ่าย ขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement)และแบบแปลนก่อสร้างพบว่าวัตถุที่ตกลงมากระแทกกับรถไฟและหลงเหลืออยู่ด้านล่างเป็นชิ้นส่วนของฐานรองรับด้านหน้าของเครน (Front Support)สอดคล้องกับสภาพบริเวณคานรองรับด้านบนที่มีร่องรอยการติดตั้ง Front Supportก่อนที่ชิ้นส่วนดังกล่าวจะร่วงหล่นลงมาด้านล่าง และที่บริเวณคานรองรับไม่มีสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ซึ่งทำหน้าที่ยึดอุปกรณ์ Front Supportเข้ากับคานรองรับหลงเหลืออยู่
จึงสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุเกิดจาก"การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้า (Front Support)ของเครนเอียงล้ม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar)ที่ใช้ในการยึดฐานรองเครน (Tied-down)ขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching)ส่งผลให้Front Supportล้มเอนและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง ซึ่งระหว่างการทำงานของเครนดังกล่าว”
ส่วนกรณี ถนนพระราม 2 (M82) การตรวจสอบพบว่าไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะจุด แต่เป็นเรื่องของชิ้นส่วนของฐานรองรับที่เกิดความวิบัติ จะมีการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องและตรวจสอบคุณสมบัติวัสดุ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการตามหลักนิติวิศวกรรม เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระบบ ที่ต้องแก้ไขในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงซ่อมเฉพาะหน้าต้องรื้อถอนและจัดการใหม่ด้วยมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง
“หลังจากนี้คณะกรรมการฯจะตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกโดยมีหลักฐานต่างๆแล้วจากนี้เรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้รับจ้าง ผู้ควบคุมงาน มาสอบสวนหาข้อเท็จจริงภายใน 45 วันซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้การรถไฟและกรมทางหลวงจะนำไปใช้ในการพิจารณาบอกยกเลิกสัญญาได้”
@ปิดจราจร”พระราม 2”จุดก่อสร้างช่องทางหลักตลอด24 ชม.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนที่สัญจรผ่านถนนพระราม 2 มีความระแวงว่าสะพานด้านบนจะหล่นลงมาหรือไม่ มีความปลอดภัยหรือไม่ ตนและปลัดกระทรวงคมนาคม ได้หารือกับกรมทางหลวง และเป็นไปตามคำแนะนำของ วสท.ที่เห็นว่า มีความจำเป็นต้องปิดการจราจรสำหรับพื้นที่ก่อสร้างที่ใช้เครนLG คร่อมด้านบนถนนด้านล่างที่มีรถสัญจร แบบ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ซึ่งจะเริ่มในถนนพระราม 2 ที่มีโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M 82 และจะพิจารณาไปถึงโครงการใหม่ที่ต้องใช้ LG ในการก่อสร้าง
ตามรายงาน เครนทางยกระดับพระราม 2 สัญญา7 ที่พังนั้นไปกระทบกับโครงสร้างที่ก่อสร้างไปแล้วด้วย ทำให้ต้องรื้อโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา รวมไปถึงช่วงข้ามแม่น้ำท่าจีนที่มีนั่งร้านสำหรับก่อสร้างซึ่งทล.รายงานว่าในเชิงวิศวกรรมไม่ควรทิ้งไว้นานจึงต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ กำหนดไว้ประมาณ 60 วัน
“การปิดจราจรถนนที่มีการก่อสร้างด้านบนทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบการเดินทางไม่สะดวกซึ่งต้องขออภัย แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนและขอให้ประชาชนศึกษาเส้นทางเลี่ยงเดินทางลงสู่ภาคใต้ เพื่อลดความแออัดการจราจรบนถนนพระราม
2 เช่น ถนนเพชรเกษม ถนนบรมราชชนนี มอเตอร์เวย์ ซึ่งกรมทางหลวงจะประกาศ ประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลการปิดจราจรถนนพระราม2 ช่วงไหน ตั้งแต่วันไหนให้ทราบต่อไป“
@ เร่งหารือกรมบัญชีกลางขอเพิ่มค่าปรับกรณีเกิดอุบัติเหตุ
นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า มาตรการสมุดพก กรมบัญชีกลางได้ประกาศกฎกระทรวงแล้ว เหลือการออกระเบียบที่นำไปปฎิบัติ ซึ่งจะมีการลงโทษ ตัดแต้ม ลดชั้น และขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา ส่วนกระทรวงคมนาคมตั้งคณะกรรมการฯเร่งรัดเพื่อให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วในขณะเดียวกัน กระทรวงฯได้พิจารณาในส่วนของความปลอดภัยสาธารณะ โดยจะเพิ่มบทลงโทษเพิ่มอัตราค่าปรับ ผู้รับจ้างที่เป็นคู่สัญญาของหน่วยงานคมนาคมในปัจจุบัน กรณีทำให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิต
ซึ่งปัจจุบันมีบทลงโทษเฉพาะค่าปรับกรณีทำงานล่าช้า คุณภาพการก่อสร้าง ฯลฯ เป็นไปตามมาตรฐานสัญญาของกรมบัญชีกลางแต่ไม่มีบทลงโทษเรื่องเกิดอุบัติเหตุ ความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างที่กระทบต่อสาธารณะชนขณะที่โครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคมมักจะอยู่บนถนนที่มีการสัญจรจำเป็นต้องมีมาตรฐานสูง จตะส่งสัญญาณให้ผู้รับจ้างให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยสาธารณะในระหว่างก่อสร้างมากที่สุด
“จึงได้มีข้อสั่งการให้อธิบดีกรมทางหลวงทำหนังสือหารือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของกรมบัญชีกลาง ในกรณีของโครงการที่มีการลงนามสัญญาแล้ว ถึงการเพิ่มลงโทษในสัญญาเป็นค่าปรับให้สูงขึ้น
เช่น 100 ล้านบาทต่อกรณีที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้รับจ้างที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหรือการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงในทุกโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้ลงนาม เพื่อให้ผู้รับจ้างใส่ใจในความปลอดภัยสาธารณะ ส่วนจะค่าปรับเท่าไร ให้กรมทางหลวงพิจารณา ซึ่งจะเป็นมาตรการเสริมกับสมุดพกผู้รับเหมาที่จะมีเรื่องตัดแต้ม ลดชั้น “
@ผลสอบชี้จุดวางเครนมีปัญหาสอบขั้นตอนการติดตั้ง
นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวงกล่าวว่า
กรณีเหตุคานปูน (segment)และเครน (Launching Gantry Crane)โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย - บ้านแพ้ว ตอน 7 พังถล่ม จากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ
ซึ่งในชั้นนี้ได้ดำเนินการโดยรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ และตรวจพิสูจน์ทราบได้โดยประจักษ์ ประกอบด้วย ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากองค์กรภายนอกที่เป็นกลางซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น วัตถุพยาน (ภาพถ่าย,ภาพเคลื่อนไหว)เอกสารขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement)และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า จุดเริ่มต้นของการวิบัติเกิดจากจุดรองรับด้านหน้า (Front Main Support)ของชุดคานยกเกิดการทรุดตัว ส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มลงมาโดยข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมถึงสาเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัว มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ (Support)และระบบยึดรั้งของเครน
(Tie-down)รวมถึงความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณจุดรองรับ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงกระทำจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก
และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯจำต้องตรวจสอบเพิ่มเติมในส่วนของรายละเอียดรายการคำนวณและขั้นตอนการติดตั้งของเครน (LaunchingGantry Crane)การวิเคราะห์พฤติกรรมการเคลื่อนที่และการรับน้ำหนักเทียบกับแบบก่อสร้างรวมถึงการตรวจสอบเอกสารการปฏิบัติงาน
@ผู้รับจ้างไม่สื่อสารหยุดขบวนรถผิดเงื่อนไขก่อสร้าง
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการ ผู้ว่าฯรฟท.กล่าวว่า ในกรณีเครนก่อสร้างรถไฟนั้นมีการตรวจสอบ 2 ประเด็น คือ 1. การทำงานเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ซึ่งรฟท.ได้เรียกผู้รับจ้างและผู้ปฎิบัติงานที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำเรียบร้อยแล้วซึ่งในการทำงานบนทางรถไฟนั้นจะต้องแจ้งปิดทาง ไม่ให้ขบวนรถผ่าน ซึ่งกระบวนการปิดทางเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างส่งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีและทำแผนงานเสนอตามตารางเดินรถและมีการรับรองล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการซึ่งกรณีนี้ไม่มีการดำเนินการแจ้งปิดทางช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่นและสถานีสีคิ้ว แต่อย่างใด
2. เครื่องมือในการก่อสร้าง คือLaunching Gantry Crane จะต้องส่งแบบ และการคำนวนและทดสอบรับน้ำหนักต่างๆก่อนติดตั้ง รวมถึงการซ่อมบำรุงมีเอกสารรับรอง ซึ่งคณะกรรมการกลางเขตอันตรายรฟท.ได้ตรวจสอบและส่งเอกสารให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว สำหรับเครนก่อสร้างที่ผู้รับเหมาเช่ามาดำเนินการนั้นะต้องมีการตรวจสอบรับรอง ตามแบบการทดสอบปั้นจั่นตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นรายปี ซึ่งเครนตัวดังกล่าวครบรอบในวันที่ 5 ม.ค. 2569 แต่ไม่พบเอกสารรับรองการตรวจทดสอบแต่อย่างใด
@เครนล้มฟาดโครงสร้างด้านข้าง 2 ช่วง ทล. คาดใช้เวลารื้อ 60 วัน
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้รื้อโครงเหล็กLaunching Gant ที่พังและชิ้นส่วนที่ติดค้างลงมาด้านล่างหมดแล้วแต่เนื่องจากพบว่า LG ล้มกระแทกกับสะพาน 2 ช่วงที่ติดกับจุดเกิดเหตุเกิดความเสียหายรุนแรงพื้นสะพานทะลุกระทบต่อความแข็งแรง ดังนั้น จึงต้องเร่งรื้อถอนสะพานด้านข้าง 2 ช่วงด้วย เพื่อให้โครงสร้างมีความปลอดภัย
รวมไปถึงเร่งในช่วงแม่น้ำท่าจีน ที่เป็นสะพานยื่นซึ่งมีการติดตั้งนั่งร้านชั่วคราวขนาดใหญ่ซึ่งหากปล่อยไว้นานมีความเสี่ยงที่นั่งร้านจะพังถล่มได้จึงจะต้องเร่งดำเนินการและมีการปิดพื้นที่ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 60วัน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ยังไม่สามรรถเปิดใช้มอเตอร์เวย์M 82 เลื่อนเปิดใช้เส้นทางหลักในเดืทอนเม.ย. และเปิดใช้ตลอดสายในเดือนมิ.ย. 69 อาจต้องเลื่อนออกไปก่อน